News

สัมมนาเรื่อง "วิกฤตประเทศไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ : ของจริงหรือสิ่งลวงตา"

posted ‎‎Jul 28, 2009 9:42 AM‎‎ by auttapong maesincee   [ updated ‎‎Jul 28, 2009 9:44 AM‎‎ ]

วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบนี้แม้จะเกิดมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ยังมีประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏสัญญาณที่ดีให้เห็น แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่า สัญญาณที่ดีขึ้นนั้นเป็นของจริงหรือของเทียม ดังนั้นเวทีสัมมนาและเสวนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจจึงยังให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

โดยช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 ก.ค.) มีการจัดงานสัมมนาและเสวนาถึง 2 งานในวันเดียวกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย และทางรอด โดยช่วงเช้ามีการสัมมนาประจำ

ปี 2552 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ "ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก" 

มีกูรูด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเสวนา คือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ 

ขณะที่ช่วงค่ำเป็นงานของสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศไทย ซึ่งจัดสัมมนาเรื่อง "วิกฤตประเทศไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ : ของจริงหรือสิ่งลวงตา" โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐกพิเศษ และมีผู้เข้าร่วมเสวนา คือ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตประธานร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้า แห่งประเทศไทย และ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

การจัดสัมมนาและเสวนาทั้ง 2 งาน ได้ชี้ให้เห็นถึงมุมมองของ ผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายในสถานการณ์ความ ไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ต้องระวัง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้ 

ต้องอยู่กับวิกฤตยาว

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) มองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่มีในตำรา และโลกทุกวันนี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่การแก้ปัญหาของอเมริกาและประเทศอื่นๆ ก็เหมือนกัน คือใช้นโยบายการคลังขาดดุลงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีอะไรใหม่ และระบบการเงินของอเมริกากำลังเผชิญปัญหากับดักสภาพคล่อง ดังนั้นลืมไปได้เลยว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้น ส่วนเศรษฐกิจไทยหากจะดึงให้ฟื้นตัวต้องทำคือ การส่งออกและการท่องเที่ยว เพราะไม่ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร หรือการใช้เงิน 2-3 พันล้านบาท ถือว่าน้อยมาก ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า "ถั่วลิสง" คือแทบไม่มีผลอะไรต่อเศรษฐกิจเลย นอกจากนี้ควรเลิกมาตรการที่ผิดพลาด เช่น การจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งเห็นด้วยที่รัฐบาลหันมาใช้การประกันราคาสินค้าเกษตรแทน 

"ต้องผลักดันการส่งออกในรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือค่าเงิน ที่ผมกลุ้มใจมากที่สุดคือ ธปท.พูดว่าค่าเงินบาทไม่เกี่ยวกับการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ทำไม่ว่ายยังมาพูดอีก ทำให้คนแก่กลุ้มใจ"

ดร.วีรพงษ์มองว่า เศรษฐกิจเอเชียซึ่งมีประเทศหลักๆ คือ จีน อินเดีย น่าจะปรับตัวดีขึ้นเพราะใช้นโยบายมหภาคถูกต้อง ดังนั้นนโยบายของเราควรหันมาที่จีนมากขึ้น และประคับประคอง ต้องอย่าหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็ว โดยวัฏจักรเศรษฐกิจปกติจะขึ้น 6 ปี ลง 6 ปี รัฐบาลมองไปข้างหน้า 4-5 ปีอย่างไร และประกาศให้ภาคธุรกิจรู้ว่าเรามียุทธวิธีอย่างไร แล้วแปรเป็นมาตรการให้ชัดเจน เพราะเราต้องอยู่กับวิกฤตอีกหลายปี ไม่ใช่แค่ 5-6 เดือน ที่หนังสือพิมพ์ตะวันตกเขาหลอกเรา

ภูมิคุ้มกันเสื่อมหนี้พุ่ง

ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองว่า เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปจะขาด "ภูมิคุ้มกัน" เนื่องจากยุทธวิธีของทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม G-20 ที่ใช้นโยบายการคลังรับภาระหนี้แทนเอกชน จะส่งผลให้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลทุกประเทศจะเป็นหนี้ โดยไอเอ็มเอฟคาดหนี้สาธารณะในประเทศกลุ่ม G-20 ว่าจะเพิ่มขึ้น 17-18% ของจีดีพี และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 100% ของจีดีพีในปี 2011-2012 ทั้งนี้จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวเร็วนัก

ฉะนั้นหากประเทศใดประเทศหนึ่งบริหารหนี้สาธารณะไม่ได้ ภาวะเศรษฐกิจจะมีลักษณะเป็นตัว "W" นอกจากนี้มีการคาดว่าเศรษฐกิจโลกในอีก 4-5 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ยประมาณ 3.5-3.6% ขณะที่การเปลี่ยนขั้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจากประเทศพัฒนา แล้วเป็นประเทศกำลังพัฒนาจะเร็วแค่ไหน โดยเฉพาะจีน อินเดีย และรวมถึงประเทศในอาเซียน 

พร้อมกันนี้แสดงความเป็นกังวลคือ ปัญหาผู้สูงอายุของประเทศพัฒนาแล้ว โดยกลุ่ม Baby boom กำลังเกษียณอายุ ซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังของอเมริกา โดยมีการประมาณการภาระประกันสังคมและประกันสุขภาพในปี 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 200% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหน เพราะฉะนั้นปัญหาทางการคลังของอเมริกาไม่ใช่แค่ 4-5 ปี แต่จะเป็นไปถึง 30 ปีข้างหน้า 

ต้องรื้อท่องเที่ยว

ด้าน นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชี้ว่า 6 เดือนแรกนักท่องเที่ยวลดลงถึง 36% คาดว่าในปี 2552 นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย

จะลดลงจาก 14.1 ล้านคน เหลือ 10.8 ล้านคน หรือลดลง 22% และทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไป 1.9-2 แสนล้านบาท

"อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวจะเน้นที่คุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่ชะโงกทัวร์ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องปรับตัวเตรียมพร้อมดึงตลาดการท่องเที่ยวกลับมา" นายกงกฤชกล่าว 

ขณะที่ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้ว่า เป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก และมีความสับสนอยู่ แต่ก็เริ่มมีสัญญาณบ่งบอกการฟื้นตัว โดยรัฐบาลทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณ การสั่งธนาคารของรัฐอัดฉีดสินเชื่อ นี่คือสูตรสำเร็จของการแก้ปัญหา ทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้เศรษฐกิจจะโตเป็นบวกได้ แต่คงไม่ฟื้นตัวเร็วนัก 

วิกฤตซ้ำซาก

ส่วน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ มองว่า วิกฤตที่เราเจอเป็นวิกฤตที่ซ้ำซาก และเมื่อมองไปข้างหน้าโครงสร้างความสัมพันธ์ของโลกาภิวัตน์จะเปลี่ยนไปจากโครงสร้างที่แข็งกลายเป็นโครงสร้างที่ไม่มีความแน่นอน ผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราต้องปรับตัวเตรียมพร้อมในการบริหารความเสี่ยง และต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจนกล้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความคิดในทุกเรื่อง โดยเฉพาะพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญคือ เรื่องความโปร่งใสชัดเจนในสังคม การดูแลทุกภาคส่วนของสังคม ความเป็นธรรมในสังคม และการมีส่วนร่วมของสังคม 

"ปัญหาพื้นฐานทางสังคมเป็นเรื่องที่ต้องซ่อมก่อนที่จะคิดถึงการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่งั้นเราจะต้องอยู่กับความเรื้อรังของโรควิกฤตซ้ำซากต่อไปเรื่อยๆ" ดร.สุวิทย์กล่าว 

ต้องก้าวข้ามวิกฤตให้ได้

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนต้องเดินสายทำความเข้าใจกับกลุ่มต่างๆ ยิ่งในภาวะวิกฤตที่มีหลายปัญหาทำให้เกิดความสับสนยิ่งมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจ บางครั้งสิ่งนี้ถูกมองข้ามไป แต่ต้องยอมรับความล้มเหลวของสื่อสารของผู้รับผิดชอบในหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองมีวิกฤต 

"หัวข้อที่ผมไม่ชอบใจนิดหนึ่งคือคำว่า แสงสว่างปลายอุโมงค์ เหตุผลเพราะไปจำการ์ตูนที่คนอยู่ในอุโมงค์มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ววิ่งไปจนถูกชนถูกทับเรียบร้อย แต่คิดดูก็เป็นสิ่งซึ่งอยากให้ทุกคนทบทวนว่า หลายครั้งที่พบแสงสว่างแล้ววิ่งเข้าหาหรือไม่จนทำให้บาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า" 

นายอภิสิทธิ์ไม่เชื่อว่าจะมีคนกำหนดอนาคตให้เรา มันจะสว่างหรือพ้นจากจุดนี้หรือไม่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า 

ถ้าเราสามารถหลอมรวมพลัง มีทิศทางในการเดินร่วมกัน แม้เศรษฐกิจจะมีปัญหา มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างกระทบเรา เราก็เดินได้แต่อาจจะช้า อาจลำบากหน่อย แต่มันคือสิ่งที่เราสามารถทำได้

ตอนนี้เราไม่ควรมาถกเถียงหรือวิเคราะห์ว่า ตกลงปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่ฟื้น การเมืองไทยจะสงบหรือไม่สงบ 

แต่ตัวเราเองต้องตั้งคำถามว่าจะทำอะไรให้เศรษฐกิจฟื้น ให้การเมืองสงบ ให้สังคมไทยดีขึ้น

"ประเด็นคือเรามองไปข้างหน้า จึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก และระยะที่ 2 ภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยมุ่งหวังว่าเมื่อไรมีแสงสว่างของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยก็มีความพร้อมในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น" 

อดทนอย่าใจร้อน

ด้าน ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตประธานร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ เห็นว่า การจะหาทางออกหรือผ่านพ้นวิกฤตไปได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะทางสังคมและการเมือง ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวสำหรับประเทศไทยถือว่าไม่อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะทำให้เราฝ่าวิกฤตไปได้ 

"การเมืองของเราเต็มไปด้วยความฉ้อฉลและแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น ยิ่งในปัจจุบันการคอร์รัปชั่นแพร่กระจายมี การใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์อย่างมาก การแก้ปัญหาการเมืองไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แต่อยู่ที่พฤติกรรมของนักการเมืองมากกว่า"

ดังนั้น เมื่อมีวิกฤตกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้สังคมไทยขาดประสบการณ์ร่วมกันที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การรู้จักตกลงประนีประนอมมีค่อนข้างต่ำ ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ส่วนจะแก้ไขได้อย่างไร บอกได้อย่างเดียวคือคงไม่ใช่ในระยะสั้น และต้องไม่ใจร้อน เราต้องทนและเสนอแนวทางที่ต้องทำควบคู่ไปกับการ ที่ต้องทน คือทางด้านกฎหมายต้องบังคับใช้กฎหมายที่หนักกับนักการเมืองที่มีความผิดทางการเมือง อีกด้านหนึ่งคือให้การศึกษากับเด็กแต่ต้องทำอย่างจริงจัง และการสื่อสารทางการเมืองให้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออย่างถูกต้องครบถ้วน 

"แสงสว่างมี แต่ขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ แต่เราอยู่ใน นรกหลุมเท่าไรไม่รู้ เหมือนอยู่ในหลุมดำ เกือบจะมองไม่เห็น แสงสว่างเพราะพื้นฐานทางสังคมและการเมืองทำให้เราต้องใช้เวลา" ดร.ชัยอนันต์กล่าว 

เอกชนต้องพึ่งรัฐน้อยลง

ด้าน นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า นักธุรกิจต้องอดทน ซึ่งเชื่อว่าตลาดจะกลับมา ดีขึ้น เราต้องเตรียมความพร้อม ประวิงเวลาไม่ปลดคนงานออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอตลาดกลับมาดีขึ้นแล้วเราจะได้ประโยชน์ และคนที่อยู่รอดจะเป็นคนที่เข้มแข็ง คนที่อ่อนแอจะล้มหายไปหมด เอกชนต้องพึ่งตนเองมากขึ้น และพึ่งภาครัฐให้น้อยลง 

"แสงสว่างมีแต่คงไม่เจิดจ้า มันจะค่อยๆ เห็นแสงสว่างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ต้องอดทนรอไปอีก 2-3 ปีเศรษฐกิจจะดีขึ้นกลับมาที่เดิมแล้วเราจะได้ประโยชน์" นายดุสิตกล่าว 

ขณะที่ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนในการช่วยแก้วิกฤตได้ 

โดยการปฏิรูปการศึกษาให้คนคิดเป็น คิดถูก คิดดี บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุมีผล ที่สำคัญต้องลงทุนสร้างความรู้อย่าง เพียงพอโดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังลงทุนด้านนี้น้อยมาก 

งานสัมมนา "ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก"

posted ‎‎Jul 26, 2009 4:33 AM‎‎ by auttapong maesincee




สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 6 ประจำปี 2552 เมื่อวานนี้ โดยมีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก” โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์อะโกร จำกัด ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง



ดร.วีรพงษ์ เห็นว่า ไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอีกหลายปี ไม่ใช่ 5-6 เดือนอย่างที่หนังสือพิมพ์ของประเทศตะวันตกหลอกเรา ฉะนั้นรัฐบาลควรคาดการณ์ว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่อยากเห็นก็คือ การมองไปข้างหน้าของรัฐบาลว่ามีเป้าหมายอย่างไร โดยเป้าหมายนั้น จะต้องมีน้อยกว่าเครื่องมือ และถ้าเป้าหมายมีมากกว่าเครื่องมือ ต้องจัดลำดับความสำคัญหรือมียุทธวิธีที่จะแปลเป็นมาตรการเพื่อนำมาใช้



“ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะฟื้นตัวและพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจดีหรือไม่ เพราะตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นช่วงกับดักสภาพคล่อง และอย่าหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเร็ว เพราะเศรษฐกิจจะกองกับพื้นไปอีกระยะ เพราะมี วัฏจักร ขึ้น 6 ปี ลง 6 ปี” เขากล่าว



ดร.วีรพงษ์กล่าวว่า ไม่เห็นว่ารัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจะมีมาตรการอะไร นอกจากการขอเงินจากรัฐสภาเพื่อนำมาใช้ ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะไม่มีทฤษฎีอะไรมาอธิบายว่า ควรใช้มาตรการอะไร สำหรับประเทศไทยนั้น ควรเน้นดูแลภาคการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยประเด็นที่สำคัญ คือ การดูแลค่าเงินบาทให้เอื้อต่อภาคการส่งออก ซึ่งแบงก์ชาติ นอกจากไม่ทำหน้าที่นี้แล้ว ยังออกมาพูดว่า ค่าเงินบาทไม่เกี่ยวกับการส่งออกและท่องเที่ยว สำหรับเรื่องของการลงทุนเราคงหวังไม่ได้มาก เพียงแค่ประคองและอย่าหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็ว



“นโยบายของเราควรหันไปทางจีนมากขึ้น ที่ทำได้เร็ว คือ เรื่องของการท่องเที่ยว แต่ก็ยังติดเรื่องปัญหาทางการเมือง และไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจีนเขาตกใจมาก และไม่ให้นักท่องเที่ยวเขาเข้ามาไทย จุดนี้เราจะทำอย่างไร ก็อยากเห็นจุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่แปรเป็นมาตรการที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราเอาจริง” เขากล่าว



ดร.ศุภวุฒิ กล่าวแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ทุกประเทศใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณมาดูแลเศรษฐกิจตามคำเชิญชวนของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกประเทศก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งกรณีของไทยนั้น มีแนวโน้มว่าระดับหนี้สาธารณะจะสูงถึง 60% ใน 4-5 ปีข้างหน้า หากประเทศใดบริหารจัดการได้ไม่ดี เมื่อเกิดปัญหาก็จะเป็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้นการปรับตัวของเศรษฐกิจอาจเป็นลักษณะขึ้นๆ ลงๆ หรือเป็นรูปตัว W จึงอยากให้รัฐบาลไทยบริหารจัดการหนี้สินให้ดี ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนให้แก่ระบบเศรษฐกิจในอนาคต



“วิกฤติเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลจะหันมาถือหนี้แทนเอกชน มีการคำนวณคร่าวๆ จากไอเอ็มเอฟว่า หนี้ภาครัฐของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกลุ่มจี 20 อยู่ในระดับเฉลี่ย 17-18% ของจีดีพี ในปีที่แล้วและปีนี้ แต่จะสูงขึ้นเป็น 100% ของจีดีพีในปี 2011-2012 ฉะนั้นทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกจะขาดภูมิคุ้มกัน”เขากล่าวและประเมินว่า ความมั่งคั่งของผู้บริโภคจะลดลงเฉลี่ย 20-100% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 3.5-3.6% และจะไม่สูงเฉลี่ยที่ 4.9% เท่ากับปี 2004-2007 ฉะนั้น เราต้องรับสภาพว่า เศรษฐกิจโลกจะโตน้อยกว่าอดีต



ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นที่เรียกว่า น่าเป็นห่วง ไม่ถึงขั้นเรียกว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้ว แต่จะให้ฟื้นตัวมากกว่า รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสี่จะขยายตัวเป็นบวกได้ แต่เป็นอัตราขยายตัวที่ไม่สูงมากหรือสูงในระดับ 4-5% สำหรับปัญหาของภาคการส่งออกนั้น เห็นว่า ค่าเงินบาทยังสามารถสนับสนุนการส่งออกได้ ซึ่งแบงก์ชาติก็จะต้องดูแลค่าเงินให้เป็นไปตามประเทศเพื่อนบ้านอยู่ไม่ให้เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าเกินไป



ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนสู่โลกาภิวัตน์ที่มีพลวัตมากขึ้น ที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมีการกระจายไปยังประเทศอื่นๆ จากขั้วเศรษฐกิจเดิมสู่เศรษฐกิจเอเชีย แต่เศรษฐกิจโลกก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน (Globalization of Risk) ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ในระยะต่อไปจำเป็นเริ่มต้นจากการสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศก่อน โดยต้องคำนึงถึง 4 ปัจจัยสำคัญ คือ การมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี การสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมที่ยั่งยืนสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย



กงกฤช หิรัญกิจ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวไทย ซึ่งปัญหาที่ผ่านมา ถือว่า ทำให้ภาคการท่องเที่ยวตกต่ำสุดในรอบ 49 ปี ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้วงการท่องเที่ยวคาดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกลดลง 4% และจากปัจจัยเหล่านี้ จึงคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.1 ล้านคน เหลือ 10.8 ล้านคน หรือลดลง 22.8% โดยที่รายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่า จะลดลง 35% จากที่คาดว่าจะมีรายได้ 540,000 ล้านบาท เหลือเพียง 350,000 ล้านบาท



“เชื่อว่าในไตรมาสสามของปีนี้ การท่องเที่ยวจะลดลงอีก เนื่องจากไข้หวัด 2009 เพิ่งเข้ามา ราคาค่าบริการของธุรกิจท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 12% เนื่องจากการแข่งขันของแต่ละประเทศในภูมิภาค โดยเม็ดเงินท่องเที่ยวอาจหายไปถึง 1.9-2 แสนล้านบาท” เขากล่าว



 

เปิดแผล-เปิดใจ-อดทน - ประชาชาติ - ธุรกิจ

posted ‎‎Jun 17, 2009 6:54 AM‎‎ by auttapong maesincee

เปิดแผล-เปิดใจ-อดทน

คอลัมน์ I tell you the truth ขอบอกคุณตามความเป็นจริง

โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ boonlarp@matichon.co.th




โครงการสุชนสโมสร ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ในโอกาสที่ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจขึ้นปีที่ 33 ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจกับการขับเคลื่อนประเทศไทย ชี้ให้เห็นปัญหาโครงสร้างรากฐานของประเทศว่ามีปัญหาต้องรื้อกันใหม่ทั้งในเรื่องคน เรื่องอุตสาหกรรม-บริการ และระบบราชการ ซึ่งการรื้ออาจจะต้องเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจากที่เจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ก็ต้องทำและต้องอดทนเพื่อฟันฝ่าความยากลำบากเหล่านี้ไปให้ได้ นี่คือเป้าหมายที่ทุกคนต้องร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า "วันนี้เราต้องรู้จักใช้ของดีให้เป็น (จุดแข็งของประเทศไทย) และกล้าเผชิญว่าตรงไหนในอดีตที่เป็นจุดด้อยบกพร่อง อย่าไปซ่อน ให้ยอมรับ ฟันฝ่า แก้ไขปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกัน มันต้องใช้เวลา ความอดทน แต่ต้องมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ว่าเราจะเดินไปในทิศทางไหนและไม่ยอมให้ปัญหาอุปสรรคและสถานการณ์เฉพาะหน้ามาทำให้เราเสียสมาธิกับทิศทางที่เราจะเดิน ความสำเร็จจะรออยู่ข้างหน้า"

และตรงกับหลายเวทีต่างเห็นตรงกันว่า วันนี้ประเทศไทยต้องกล้าเผชิญความจริง ต้องเปิดแผลของประเทศออกมาให้เห็นจะจะ ว่ามีอะไรบ้าง โดยจะต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาในการสร้างฐานรากกันใหม่

นี่คือโจทย์ว่าจะสร้างประเทศไทยใหม่อย่างไร ซึ่งหนังสือสุชนสโมสรได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้นำทางความคิดเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย อาทิ ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย, คุณอานันท์ ปันยารชุน, ดร.ไสว บุญมา, ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์, ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นต้น

เพราะความเสี่ยงของประเทศไทยที่ถูกสะสมมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้มันระเบิดออกมาแล้ว จากความแตกแยกที่เราเห็นกันอยู่ เกิดความไม่สมดุลในทุกภาคส่วน

งานวิจัยที่สำรวจออกมาพบว่าคนไทยกลายเป็นพวกอำนาจนิยม พวกพ้องนิยม และสุขนิยม ปรากฏออกมาในพฤติกรรมเห็นแก่ตัว มองแคบๆ มองใกล้ตัว มองอะไรผิวเผิน ฉาบฉวย คิดแค่ใครได้ใครเสีย ขาดจิตสำนึก ซึ่งเกิดจากการมองคนอื่นอย่างไม่เป็นมิตร ไม่ไว้วางใจกัน แต่วางใจเฉพาะกลุ่มของตัวเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ได้คุยกับนักการเมืองรายหนึ่งถึงโครงการลงทุนของภาครัฐ และบอกว่า รัฐลงทุนไปเถอะ ลงไป 100 บาท ประชาชนได้ 10 บาท ก็โอเคแล้ว อย่าคิดมาก เพราะหน้าที่รัฐคือการลงทุน ส่วนลงทุนแล้วจะได้ผลแค่ไหน ไม่สำคัญ รัฐลงทุนมันต้องสูญเสียบ้าง...(ถ้าสูญเสีย 90% มันก็น่าคิด !!!!) นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่มีอำนาจที่กุมเงินก้อนใหญ่ไว้ในมือ แต่สุขนิยมในหมู่พวกพ้อง

จึงมีการเรียกร้องจิตสำนึกของผู้นำต่อความรับผิดชอบในผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน พวกพ้อง 

บางคนก็บอกว่า ขอแค่ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แต่สิ่งที่อยากจะเรียนตรงนี้ก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองรู้หน้าที่ของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขารู้ จริงๆ เขาอาจจะไม่รู้ เขาอาจจะเข้าใจใน "หน้าที่" ของเขาผิดๆ (หรือแกล้งโง่เข้าใจหน้าที่ตัวเองผิดๆ) เมื่อเขาไม่รู้เขาทำในหน้าที่ของเขาอย่างที่เขาเข้าใจ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เขาได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว และภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ คนประเภทอย่างนี้มีเยอะในประเทศไทย เราจะแก้ตรงนี้อย่างไร อันนี้ต่างหากที่เป็นห่วง

ไม่งั้นก็ได้แต่พูดว่า ทุกคนต้องรู้หน้าที่และต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ทำอย่างไรล่ะที่จะให้คนรู้ก่อนว่าหน้าที่ที่ถูกที่ควรคืออะไร ไม่งั้นก็จะหลงทางไปกันใหญ่ เพราะทุกคนต่างคิดว่าทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ 

ถ้าทำหน้าที่แล้ว ทำไมประเทศไทยยังเดินถอยหลัง อันนี้น่าจะเป็นคำตอบ !!!!

เหมือนกระแสที่คนส่วนใหญ่ทำตาม ทั้งๆ ที่บางครั้งกระแสนั้นมันผิด หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดคิดว่า "ถูกต้องแล้ว-ดีแล้ว" ขณะที่คนที่ทำอะไรทวนกระแสนั้นกลายเป็นแกะดำของสังคมไป ก็มีเช่นนี้เสมอๆ ในสังคมไทย และสังคมก็นิยมเอากระแสมากดดัน "คน-สังคม-รัฐบาล" จนต้องทำอะไรที่บิดเบี้ยว บิดเบือน หลงทางกันไป การแก้ปัญหาแทนที่จะเร็วกลับถูกลากยาวออกไปอีก

ประเด็นนี้เหมือนกับที่ท่านนายกฯกล่าวข้างต้นว่า ถ้าจะแก้ปัญหารากฐานของประเทศ เราต้องมีความมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง อย่าเสียสมาธิกับทิศทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย เหมือนโครงสร้างรากฐานบางเรื่องมันเป็นเรื่องระยะยาว อย่างการสร้างคน เป็นต้น คนในประเทศต้องเห็นในทิศทางเดียวกัน เข้าใจตรงกัน ต้องช่วยกันสร้าง ต้องช่วยกันทำ 

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยศศินทร์ บอกว่า วันนี้เราอยู่ในโลกยุค liquid phase วิกฤตต่างๆ จะเกิดมากขึ้นตลอดเวลา และมันสะวิงไปสะวิงมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อคุณมีความรู้คุณสามารถอยู่อย่างอิสระได้ เมื่อคุณมีจริยธรรม คุณจะอยู่กับคนอื่นได้ คนจะมีอิสระมากขึ้น แต่ต้องพึ่งพิงกับคนอื่นมากขึ้น ทุกคนมีสิทธิมากมายแต่คุณต้องมีหน้าที่ด้วย

ดร.สุวิทย์บอกว่า "เราวน เราหลงอยู่ในโลกของเรา ต่างคิดว่าปัญหาของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่จริงๆ ปัญหามันเหมือนกัน ในโลกนี้ไม่มีปัญหาอะไรใหม่ เพียงแต่สะวิงไปสะวิงมาจนไม่มีศูนย์รวมอีกต่อไปแล้ว ความเป็นชาติเริ่มหายไป ประเทศต่างๆ ต้องการรวมศูนย์เพื่อมีที่ยึด แต่ของเรามีดีอยู่แล้วแต่กลับไม่รักษาไว้"

ยิ่งประเทศไทยจิตสาธารณะมันหายไป คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น การแก้ปัญหาคือการเปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง เปิดจุดด้อยออกมาแก้ไขและร่วมมือกันสร้างจิตสำนึก จิตสาธารณะให้กลับคืนมา 

เป็นโจทย์ที่ทุกๆ คนต้องจูงใจกันและกัน เป็นการบ้านที่ทุกคนต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

"สุวิทย์ เมษินทรีย์” แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผนึกกำลังอาเซียน เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก

posted ‎‎Jun 11, 2009 10:52 AM‎‎ by auttapong maesincee

"สุวิทย์ เมษินทรีย์” แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผนึกกำลังอาเซียน เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก 

Posted on Monday, June 02, 2008
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวนการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า ขณะนี้โครงสร้างระบบเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ปัจจุบันโลกได้มีประเทศมหาอำนาจเพิ่มมากขึ้น เช่น จีน และอินเดีย จากเดิมที่มีสหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า 45% ของ GDP โลก จะมาจากเอเชีย แบ่งเป็นจีน 20% อินเดีย 15% และประเทศอื่น ๆ อีก 10% ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ด้วยการร่วมมือกับอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง จากนั้นจึงค่อยขยายความร่วมมือไปยังจีน อินเดีย รวมถึงเอเชียต่อไป 

2. การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ความต้องการอาหารและน้ำมันจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของไทยเช่นกัน เนื่องจากไทยสามารถเพาะปลูกได้ทั้งพืชที่นำมาผลิตเป็นอาหาร และพืชที่นำมาผลิตเป็นพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาไทยไม่ได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย การมีวิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างไกล รวมถึงการดำเนินนโยบายของรัฐที่ผิดพลาด ทำให้โอกาสที่ดีของไทยในครั้งนี้อาจจะกลายเป็นวิกฤติได้ 

ดร.สุวิทย์เผยว่า ในยามที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้น ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากจุดนี้ให้มากที่สุด โดยเห็นว่ารัฐควรจะแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานให้ผลผลิตที่ต่ำมาก นอกจากนี้รัฐควรจะให้ความสำคัญกับปุ๋ย และพันธุ์พืชด้วย ขณะเดียวกันแนวคิดเรื่องการปฏิรูปที่ดินก็อาจจะต้องนำมาใช้ เพราะจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อยได้ 

ส่วนการที่ให้ทุนต่างประเทศมาทำการเพาะปลูกในไทยนั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะการทำนาถือเป็นวิถีชีวิตของคนไทย โดยเห็นว่าหากรัฐต้องการช่วยเหลือชาวนา ก็ควรเข้าไปดูแลในส่วนของต้นน้ำ เช่น แหล่งน้ำ และพันธุ์พืช รวมถึงปลายน้ำ เช่น การแปรรูป และการส่งออก แต่รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเพาะปลูก 

ดร.สุวิทย์เผยว่า การที่ประเทศต่าง ๆ มีความมั่งคั่งมากขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกของไทยด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ก็ทำให้เกิดความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าสินค้าที่มีราคาถูก ดังนั้น ไทยก็ควรที่จะปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมให้ผลิตของที่มีคุณค่ามากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศที่มีความมั่งคั่งมากขึ้นก็จะออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ควรที่จะเตรียมวิธีรับมือด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ก็ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เนื่องจากทำให้สังคมแตกร้าว การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ลดลง การแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงไม่มีการวางแผนที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งถ้าการเมืองไทยยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีก 3 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะไม่อยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนประชาชนและนักธุรกิจในประเทศ ก็ควรที่จะพึ่งพาตนเอง ไม่ควรที่จะพึ่งพาภาครัฐในทุกเรื่อง 

ดร.สุวิทย์มองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ได้กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้รู้จักป้องกันความเสี่ยง รู้จักการเกื้อกูล มีความพอประมาณ และมีเหตุมีผล 

ติดตาม 
Hard Topic ทาง Money Channel True Visions 80 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 13.00 – 14.00 น. 

ช่องทางการรับชม Money Channel: True Visions ช่อง 80, จานดาวเทียม Samart DTH ช่อง 08 และเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ช่อง 30

มธบ.ฉลองครบ 41 ปี

posted ‎‎Jun 10, 2009 5:13 AM‎‎ by auttapong maesincee   [ updated ‎‎Jun 15, 2009 8:19 AM‎‎ ]


มธบ.ฉลองครบ 41 ปี 
เปิดตัวนวัตกรรม ในรอบสี่ทศวรรษ

      วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 41 ปีโชว์ผลงานนวัตกรรมการศึกษาที่โดดเด่นในรอบ 40 ปี พร้อมมอบรางวัลผู้มีผลงานดีเด่น และรางวัลพิเศษศิษย์เก่าดีเด่น ทิ้งท้ายด้วยคมความคิดจาก 3 วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในการเสวนาวิชาการ “นวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปการศึกษา” 


      รศ.ดร.อนุมงคล ศิริเวทิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า การจัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยทุกปีจะจัดในวันที่ 30 พฤษภาคม แต่ในปีนี้ได้เลื่อนขึ้นมาจัดในวันที่ 29 พฤษภาคมแทน ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 41 ปี ก้าวสู่ปีที่ 42 ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย โดยในช่วงเช้าจัดให้มีพิธีวางพวงมาลาของบุคลากรและหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก หลังจากนั้นเป็นการมอบรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นทั้ง อาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และที่พิเศษกว่าทุกปีคือปีนี้ จัดให้มีการมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น 12 คน นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้จัดทำหนังสือ “สี่ทศวรรษนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” ขึ้นเพื่อมอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้รวบรวมผลงานนวัตกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา อาทิ สิปปนนท์เมธีวิจัย รางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ศูนย์เตรียมความพร้อมเพื่อการทำงาน โครงการมหาวิทยาลัยพี่โรงเรียนน้อง และอื่นๆ อีกมากมายหลายโครงการที่เป็นเครื่องมือผลักดันให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จมาจนถึงวันนี้ได้

      ส่วนในช่วงบ่ายจัดให้มีการประชุมเสวนาทางวิชาการ

หัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปอุดมศึกษา” 

กล่าวนำการเสวนาโดย 

    ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช 

            ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 

โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่         

    คุณชุมพล พรประภา 

            สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

            และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอส พี อินเตอร์เน    ชันแนล จำกัด (มหาชน) 

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ 

            ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    รศ.ดร.สมบูรณ์วัลย์ สัตยารักษ์วิทย์ 

            รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 

      อนึ่ง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีความมุ่งมั่นในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคม โดยมีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน พร้อมทั้งการแสวงหาความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย


From http://www.banmuang.co.th/education.asp?id=174643

‹ Prev    1-5 of 5    Next ›