Inside Articles

From Seminar Fragment

posted Aug 5, 2009 11:46 AM by auttapong maesincee   [ updated Aug 5, 2009 11:48 AM ]

ทุนมนุษย์’ ไทยวิกฤติ เร่งสร้างด่วน !! คนเก่ง+ดี+มีทักษะ

สังคมไทยในยุคปัจจุบันนั้น เป็นสังคมที่เกิดความสับสน เหลื่อมล้ำ แตกแยก และนำไปสู่ความถดถอย !!” ...เป็นคำกล่าวของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และนี่ก็มิใช่คำกล่าวที่เกินเลย เพราะใครต่อใครอีกมากมายในสังคมไทยยาม นี้ ก็กล่าว ก็มีมุมมองทำนองเดียวกันนี้ ปัญหานี้...ด้านหนึ่งเกิดขึ้นเพราะ “วิกฤติทุนมนุษย์” และล่าสุดทางสำนักงาน ก.พ. รับหน้าเสื่อ “กู้วิกฤติ” ทั้งนี้ ดร.สุวิทย์ระบุว่า... ความจำเป็นของการ “พัฒนาทุนมนุษย์” นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ตระหนักกันนานแล้ว ซึ่งทั่วโลกนั้น เทรนด์การพัฒนามนุษย์” พัฒนาคนในชาติ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด คือหันกลับมาสู่การ พัฒนาในเรื่องจิตใจ” โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นส่วนช่วยมากขึ้น ในโลกปัจจุบัน ในยุคสังคมหลังฐานความรู้ มนุษย์เราจะอยู่ในโลก อย่างสมดุลได้จำเป็นต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันขณะเดียวกันก็มีอิสระด้วย ซึ่งค่านิยมของทุนมนุษย์ในยุคใหม่จะต้องมีความ ใส่ใจและแบ่งปัน”  ปัจจัยของความสำเร็จในโลกยุคสังคมหลักฐานความรู้จะต้องประกอบไป ด้วย ความเชื่อมั่นใส่ใจแบ่งปัน และทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสิ่งที่อยู่ข้างในตัวบุคคลทั้งหมดแต่เดิมคนไทยเป็นผู้บริโภคความรู้ ต่อไปนี้เราต้องนำเอาความรู้ นั้นออกมาแบ่งปันกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำความรู้ใหม่ที่ได้ ไปต่อยอดความรู้เดิม เกิดเป็นนวัตกรรมขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถนำ เอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นปรัชญาสากล มาปรับใช้กับคนได้ทุกระดับเพราะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสอดคล้องกับทิศทางของโลกใน อนาคต” ...ดร.สุวิทย์กล่าวเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญามหามงคลของปวงไทย “พัฒนาทุนมนุษย์” ของประเทศไทย...ก็นำมาปรับใช้ได้ !! การดำเนินการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สอดคล้องกับทฤษฎีบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในโลกยุคใหม่ ที่มองว่า คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ของไทย ก็ได้เน้นที่การเตรียมความพร้อมของคนไทยเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะที่สำนักงาน ก.พ. ก็ขานรับความจำเป็นเร่งด่วนนี้ เนื่องเพราะทั้งระดับองค์กร สังคม และประเทศชาติ จะสามารถอยู่รอด เติบโต และประสบความสำเร็จ ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้นั้น มนุษย์” หรือคนในประเทศจะต้องมี ทุน” ที่เหมาะสม  ในที่นี้หมายถึงมี ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ค่านิยม” ที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการทำงานให้บรรลุผล เรียกสั้น ๆ ว่า ทุน มนุษย์” หรือ “Human Capital”
 “โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ ด้านการจัดการทุนมนุษย์” คือเครื่องมือที่สำนักงาน ก.พ. นำมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบุคลากรของชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ และเอกชน ร่วมกัน พัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารทุนมนุษย์ ให้แต่ละหน่วยงานนำกลับไปพัฒนาบุคลากรของตน กับเรื่องนี้ เลขาธิการ ก.พ. ปรีชา วัชราภัย บอกว่า... สำนักงาน ก.พ. จะรับทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวม แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ออกไปให้แพร่หลาย เช่นจะมีการผลิตรายการ “คนดลใจ” นำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการทุนมนุษย์ผ่านคนดี-คนเก่งที่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย ออกอากาศทางช่อง 11 ทุกวันเสาร์เวลา10.00 น. นำเสนอเรื่องนี้ผ่านรายการวิทยุ FM 105 ทุกวันเสาร์เวลา 10.00 น. และ AM ทุกวันอาทิตย์เวลา 18.00 น. รวมถึงจัดสัมมนาทั่วประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะ  นอกจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นแกนหลักสูงสุดแล้ว ในการดำเนินการก็จะมีการนำกรอบแนวคิด จิตสาธารณะ” จากงานเขียนที่มีชื่อว่า “Five Minds for the Future” หรือเรียกสั้น ๆ แต่จำได้ง่าย ๆ ว่า “5 จิต...คิดเพื่ออนาคต” ที่ได้รับการยอมรับจากนักบริหารทั่วโลก มาประยุกต์ใช้ในไทยด้วย   ประกอบไปด้วย... 1. จิตแห่งวินัย มุ่งมั่นขัดเกลาในทักษะวิชาชีพ ของตนอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

2. จิตแห่งการสังเคราะห์ มีความสามารถ รอบตัวและใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและเหมาะสมกับสถานการณ์

3. จิตแห่งการสร้างสรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ

4. จิตแห่งความเคารพ เคารพคุณค่าของบุคคลอื่นในสังคม

5. จิตแห่งคุณธรรม มีบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม เสริมสร้างให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีและความสงบสุข ของสังคมประเทศชาติเรากำลังต้องการคนเก่งและดี แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำพาองค์กร สังคม ประเทศชาติ ให้ก้าวไปยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ในโลกยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง คนที่เก่งและดียังจะต้องมีทักษะที่หลากหลายและมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นทุนที่องค์กร สังคม ประเทศชาติ จะต้องสั่งสม ต้องสร้างให้กับคนในชาติ เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนไปสู่ความ สำเร็จต่อไป” ...เลขาธิการ ก.พ. กล่าวสรุป หลายปัญหาสำคัญของชาติล้วนเกี่ยวพันกับ “วิกฤติทุนมนุษย์”  “พัฒนาทุนมนุษย์”  จึงเป็นอีกภารกิจเร่งด่วนของเมืองไทยที่คนไทยทุกฝ่าย-ทุกคน...จำเป็นต้องใส่ใจ-ร่วมมือกัน

ที่มา :www.dailynews.co.th

ข้อคิดเห็น  มนุษย์ทุกคนมีต้นทุนติดตัวมาไม่เท่ากัน ดังนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หลักการทำงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งสิ้น การแก้ปัญหาวิกฤตทุนมนุษย์คนไทยด้วยกันจำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกั

First Adapt or Die (by พิชัย ศิริจันทนันท์)

posted Jun 10, 2009 5:23 AM by auttapong maesincee

First Adapt or Die
พิชัย ศิริจันทนันท์


                บทนำของนิตยสาร Fast Company ฉบับหนึ่ง เคยเขียนไว้ว่า "The first rule of life is also the first rule of business : Adapt or Die" หากต้องการดำรงอยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกแวดล้อม เป็นกฎข้อแรกของทั้งชีวิตมนุษย์และชีวิตธุรกิจ!! คือความหมายที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่นิตยสาร Fast Company พูดถึง


                บรรณาธิการนิตยสาร Fast Company ใช้ถ้อยคำประโยคนี้เพื่อบอกกล่าวกับผู้อ่านของเขาถึงที่มาที่ไปของการปรับลดเนื้อหาและรูปเล่ม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวหลังตลาดหุ้น NASDAQ ตกต่ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้บริษัทที่เคลมตัวเองว่าเป็นบริษัทใน New Economy และบริษัท dot com ทั้งหลายพังทลายลง งบโฆษณาเกือบทั้งหมดของ Fast Company ที่ถูกสั่งจองและซื้อโดยกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ถอยกรูด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อนิตยสารชั้นนำใน Category นี้ทุกฉบับ รวมทั้งนิตยสารอย่าง Business 2.0 และ Red Herring ไม่เว้นกระทั่งธุรกิจท้องถิ่นของไทย ที่ Quick Response กับกระแสจนหัวทิ่มหัวตำกับสถานการณ์ตามแห่แบบไม่คำนึงถึงปัจจัยรองรับพื้นฐานที่แท้จริง กลายเป็นบทเรียนธุรกิจบทเรียนแรกหลังมรสุมใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า กฎข้อแรกว่าด้วยการปรับตัว กลายเป็นกฎทั่วไปที่รับรู้และเข้าใจกันกว้างขวาง ประยุกต์ใช้กันจนเป็นสามัญสำนึกของธุรกิจมานานแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหน่วยธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่รุนแรงกระทั่งถึงตาย (Die) แม้ว่าจะ Adapt แล้ว ก็คือ ทำไม่ทันเวลาหรือช้าไป !! ลองสำรวจดูกรณีศึกษาที่ผ่านมาในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว จะพบว่ามีมากมายทีเดียว Second : Differentiate or Die Jack Trout เขียนหนังสือชื่อ Differentiate or Die ขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ต่อยอดจากหนังสือ Positioning และ The New Positioning ที่เขียนขึ้นก่อนหน้าร่วมกับคู่หู Al Ries เมื่อต้นทศวรรษ 90 10 ปีต่อเนื่อง ที่ Jack Trout และ Al Ries ทำหน้าที่เป็น Evangelists นำสารว่าด้วยกลยุทธ์การสร้างภาพพจน์ผ่านการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning) ด้วยการสร้างความแตกต่าง (Differentiate) อย่างต่อเนื่อง มีสาวกมากมายที่ยึดถือเป็นแนวคิดหลักในการกำหนดกลยุทธ์และยุทธศาสตร์หลักของหน่วยธุรกิจที่รับผิดชอบ Differentiate เป็นหนึ่งในสามทางเลือกกลยุทธ์ทั่วไปของหน่วยธุรกิจ (Generic Strategy) นอกเหนือจาก Cost Leadership Strategy และ Focus Strategy ในขณะที่ Differentiate Strategy เน้นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ เพิ่ม Added Value ให้กับสินค้าและบริการเพื่อเป้าหมายของหน่วยธุรกิจ Cost Leadership Strategy เน้นต้นทุนต่ำกว่าเป็นไม้ตาย และ Focus Strategy เน้นการเลือกตลาดเฉพาะเจาะจงและกำหนด Segmentation เป็นหมัดเด็ดเผด็จศึก Differentiate กลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการประยุกต์ใช้มากสุดในช่วงหลังๆ เนื่องจากความเท่าทันกันของ Technology, ศักยภาพในการเข้าถึงข้อมูลและเงินทุน ความเข้าใจอย่างถึงแก่นของนักการตลาดที่มีต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้การใช้กลยุทธ์ Cost Leadership และ Focus อยู่ในภาวะที่ตีบตันในการรังสรรค์รูปแบบ และความมีเปรียบเชิงการแข่งขันลดลงอย่างน่าใจหาย ยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 80 ต่อทศวรรษ 90 หน่วยธุรกิจเกือบทุกแห่งมุ่งเน้นการจัดการบน Platform เดียวกัน และเป็นการจัดการบน Platform นำเข้าที่มีลักษณะเหมือนคลื่น Fashion ตั้งแต่ TQM (Total Quality Control), Reengineering, Time-based Management และ Benchmarking ยิ่งทำให้บริษัทหรือหน่วยธุรกิจทั่วไปล้วนก้าวหน้าขึ้น แต่ไม่สามารถก้าวนำ ผู้อื่นได้ ความคิดที่มีต่อกลยุทธ์ทั่วไป เริ่มถูกตั้งคำถาม แม้แต่กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง หรือ Differentiate Strategy ก็เริ่มถูกทดสอบว่าเพียงพอหรือไม่ในการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพราะกรณีศึกษาในหลายต่อหลายบริษัทหรือหน่วยธุรกิจ การใช้กลยุทธ์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Cost Leadership Strategy, Focus Strategy หรือกระทั่ง Differentiate Strategy นั้น ทำได้เพียง การพยายามลดหรือขจัดความเสียเปรียบเชิงการแข่งขันเท่านั้น !! หาใช่การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันแต่อย่างใด!!! Differentiate or Die เริ่มเป็นที่สงสัยแม้จะยังทรงพลานุภาพอยู่ในปัจจุบัน

 
                Future : Innovate or Die การเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ของธุรกิจไทย เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลอย่างมากมายในปัจจุบัน เกิดนิยามใหม่ต่อธุรกิจ-เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม เกิดผู้เล่น (Players) ใหม่ในเกือบทุกตลาด ทุกอุตสาหกรรม สิ่งที่บริษัทหรือหน่วยธุรกิจที่ต้องการเป็น ผู้ชนะต้องทำในสถานการณ์อย่างนี้คืออะไร !! Rowan Gibson เขียนไว้ในบทแรกของหนังสือ Rethinking the Future ว่า 


ต้อง หนึ่ง นิยามอุตสาหกรรมแต่ละอุตสาหกรรมใหม่ 


ต้อง สอง กำหนดตัวเองให้อยู่เหนือแนวขอบของการเปลี่ยนแปลง 


ต้อง สาม สร้างตลาดใหม่ 


ต้อง สี่ ประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ 


ต้อง ห้า กำหนดกฎการแข่งขันใหม่ 


ต้อง หก ต้องกล้าท้าทายและสวนกระแสกฎเกณฑ์เดิมๆ บางคนบอกว่าง่ายหรือยากพอๆ กับการสร้างโลกขึ้นใหม่ทั้งใบ

                บางคนบอกว่า สิ่งที่ผู้ชนะต้องทำทั้งหกนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า Innovation หรือนวัตกรรม ซึ่งโลกรู้จักมาตั้งแต่ยุคสมัย อาร์คิเมดิส ตะโกน ยูเรกา และกาลิเลโอประกาศว่าโลกกลม Michael Porter นิยาม Innovation ในเทอมของตนเองว่า หมายถึงการนำเสนอสิ่งต่างๆ ในวิถีที่แตกต่าง ด้วยการสร้างส่วนผสมใหม่ Innovation ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อย หรือปรับเปลี่ยนทีละอย่างสองอย่าง พัฒนาการแบบนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง Innovation หมายถึงการแสวงหาลู่ทางใหม่ ส่วนผสมใหม่ ภายใต้กรอบความคิดใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงการเปลี่ยนใหญ่ที่ก้าวไปสู่โลก Digital ในอนาคต ไว้ใน Marketing Moves หนังสือที่เขียนร่วมกับ Philip Kotler ว่า สิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่เงินทุน (Capital) แต่คือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และความคิดสร้างสรรค์ คือปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรม หรือ Innovation สำหรับวันนี้และพรุ่งนี้ บริษัทหรือหน่วยธุรกิจมีทางเลือกที่จำกัดมากขึ้น จาก Adapt or Die กฎข้อแรกของการดำรงอยู่ สู่ Differentiate or Die สำหรับความได้เปรียบในวันนี้ และสำหรับพรุ่งนี้ มีเพียง Innovate เท่านั้น !! กรณีศึกษาต่อจากนี้ไปคือ Blue print สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการให้บริษัทหรือหน่วยธุรกิจของตนเองทำได้มากกว่า ทำในสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าคู่แข่งเท่านั้น

From http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=7&ArticleID=3645&ModuleID=701&GroupID=861

‹ Prev    1-2 of 2    Next ›