สืบเนื่องการปฏิรูปราชการเมื่อทศวรรษที่แล้วที่ได้เอาสำนักผังเมืองไปสังกัดในระดับกองที่กรมโยธาธิการตาม พ.ร.บ. ปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2534 ซึ่งมาสัมฤทธิผลเอาเมื่อราวๆ ปี 2544 นั้น ทำให้ผมเกิดความหงุดหงิดมาก เพราะขนาดเป็นระดับกรมก็ยังทำอะไรไม่ค่อยจะได้เพราะถูกมหาดไทยบังคับบัญชาอยู่ งานจึงทำได้ในระดับท้องถิ่น คือระดับเมืองอย่างที่เราเห็นๆ กัน คือวางแผนไปสุดเอาตรงเขตเทศบาลนั้นเอง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะไปบอกให้ใครๆ ว่าอย่ามาเอาที่นาดีๆ มาทำเมืองเลวๆ จะห้ามปรามพวกที่ไปตั้งถิ่นฐานขวางทางน้ำป่าก็ไม่ได้ ประเทศไทยจึงรันทดถาวร คือ น้ำท่วม ฝนแล้ง รถติด มลพิษ ทำลายป่า นาเค็ม ฯลฯ ตลอดกาล ที่หงุดหงิดเพราะบังเอิญผมเคยรับใช้ทรราช (คนอื่นเขาว่าผมน่ะครับ) เมื่อสมัยราวๆ ปี 2515 เป็นลูกมือของกลุ่มมันสมองที่เขากวาดต้อนไปช่วยบ้านเมือง ผมอยู่ในฝ่ายสาธารณูปโภค ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี ท่านอาจารย์วทัญญู ณ ถลาง ดร. มยูร วิเศษกุล ดร. นารถ ตัณฑวิรุฬ ซึ่ง 2 ท่านหลังได้ล่วงลับไปแล้ว และก็มีคุณอุรา สุนทรสารทูล และคนอื่นๆ อีกหลายคนในฝ่ายอื่น เช่น คุณคนึง ฤาชัย ดร. จิรายุ อิศรางกูรฯ องคมนตรีในปัจจุบัน ฯลฯ คณะที่ปรึกษาทั้งหมดมีท่านอาจารย์ ดร. ชุบ กาจนประกร อธิการบดีนิด้าเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของคณะปฏิวัติซึ่งมีหลายฝ่าย ผมมีคู่หูคืออาจารย์เจตกำจร พรหมโยธีเป็นรุ่นเด็ก ที่ถูกเกณฑ์มาด้วยกันนั้นก็เนื่องจากกำลังช่วยงานอยู่ในสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านที่เอ่ยนามล้วนแต่เป็นผู้เพิ่งก่อตั้งสมาคมและกำลังเป็นกรรมการกันอยู่ เมื่อท่านอาจารย์ชุบฯ เกณฑ์ผ่านมาทางอาจารย์วทัญญู ถ้าผมจำไม่ผิด เราก็ยกขโยงมานั่งทำงานที่กระทรวงมหาดไทย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่บ้านเมืองเริ่มน่าเกลียดมากขึ้น ร้อน ไม่มีต้นไม้ น้ำเน่า รถติด ฯลฯ ได้ระดมสมองกันว่าทำไมผังเมืองของเราจึงแย่สิ้นดี ทั้งที่สำนักผังเมืองตั้งมาแล้ว 15 ปี สุดท้ายก็สรุปกันว่า การผังเมืองเราอ่อนแอปวกเปียกมากทั้งๆ ที่มีผู้สามารถทำงานอยู่ วางแผนวางผังอะไรเสร็จไปก็ขึ้นหิ้งหมด จะทำอะไรต่อก็ทำไม่ถูก ประสานงานใครเขาก็ไม่เกรงใจ ถ้าถูกใจเข้าสเป็กเขาเขาก็เอา ไม่ถูกใจเขาก็เฉยๆ ไม่รู้ว่ามีผังเสียด้วยซ้ำ สรุปแล้วคณะเราซึ่งมีผมและอาจารย์เจตฯ เป็นเพียงลูกหาบได้เสนอให้คณะปฏิวัติตั้งกระทรวงหรือให้เป็นสำนักนโยบายและแผนขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้น คู่กับสภาพัฒนฯ สำนักงบประมาณ และ ก.พ. สภาพัฒนฯ ทำแผนเศรษฐกิจสังคม กระทรวงนโยบายใหม่ทำแผนกายภาพสอดประสานกันไป ประเทศไทยก็คงจะสวยสดงดงามไม่น้อย แต่พอเอาเข้าจริงผู้ใหญ่คือคณะปฏิวัติเสียไม่ได้ ให้ทดลองตั้งเป็นเพียงสำนักนโยบายและแผนเทียบเท่ากรมตามกระทรวงต่างๆ ฝ่ายที่ผมช่วยอยู่ได้กลายเป็นสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย (ปัจจุบันสังกัดสำนักปลัดฯ) ไปซึ่งเขาก็จับผมโอนจากกรมโยธาฯ มาที่นี่ด้วย ช่วงทำงานแผนกับคณะปฏิวัตินี่มันสนุกดีแท้ เสนออะไรไปก็มักจะสำเร็จ เอาที่ผมเกี่ยวข้องและจำได้ก็คือ ปว. 286 หรือ พรบ. ควบคุมการจัดสรรที่ดินปัจจุบัน ได้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ปัจจุบันกลายเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงทรัพยากรฯ) การเคหะแห่งชาติ การทางพิเศษ ฯลฯ รวมทั้งการสร้างสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่บังคับให้เว้นช่องกลางทำตอม่ิอรอรับรถไฟฟ้า ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลตามปกติคงจะไม้ได้มรรคผลสักเท่าใด ส่วนสำนักผังเมืองนั้นชวดไปไม่ได้รับการปรับให้เป็นหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ท่านบอกให้รอไปก่อน ซึ่งนั่นก็เกือบ 40 ปีมาแล้ว เมื่อการปฏิรูประบบราชการฯตาม พรบ. 2534 มาสำเร็จเอาในสมัยนายกทักษิณซึึ่่งได้จับเอา "กรม" เกี่ยวกับแผนระยะยาวมาสังกัดอยู่ใต้ "กรมที่เป็นหน่วยปฏิบัติระยะสั้น" กลายเป็นกองกระจอกกลับหัวกลับหาง ผมจึงหงุดหงิดดังกล่าวข้างต้น และเมื่อความหงุดหงิดผสมกับความฟุ้งซ่านของผมมากถึงขนาด ผมจึงร่า่งหนังสือพร้อมคำอธิบายเหตุผลและหลักการส่งไปรษณีย์ถึงนายกรัฐมนตรีผ่านสำนักนายก เมื่อปี 2547 ชะรอยเจ้าหน้าที่เปิดอ่านดูแล้วคงคิดว่าเป็นคนบ้าเขียนมา เรื่องจึงหายเงียบไปจนบัดนี้ เท่าที่ผมทราบ หน่วยงานเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและการผังเมืองในต่างประเทศ เอาแค่ในเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ รวมทั้งจีนและเวียตนามซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ล้วนแต่สังกัดในหน่วยงานที่เข้าถึงประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง การตัดสินใจเกี่ยวกับแผนระยะยาวจึงสัมฤทธิ์ผล ผมได้ค้นไฟล์จดหมายและคำอธิบายเหตุผลดังกล่าวมาปรับโฉมเล็กน้อย ดังไฟล์ที่แนบข้างล่าง แม้จะไม่ค่อยมีแก่นสารเท่าใด แต่ก็หวังว่าคงเป็นอาหารสมองแก่นิสิตนักศึกษาผังเมือง ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจทั่วไปได้บ้าง เดชา บุญค้ำ Copy Bright 2009 (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ พุทธศักราช 2552 - เชิญเผยแพร่ต่อได้เต็มที่ แต่สำหรับงานที่ผู้อื่นเขียน: โปรดแจ้งชื่อผู้เขียนหรือเจ้าของด้วย) |