ความจริงผมกะว่าจะเรียนต่อทางผังเมืองและผังภาคอยู่เหมือนกัน แต่ถูก กพ. เรียกตัวกลับชนิดบิดพริ้วไม่สำเร็จเพราะเป็นข้าราชการกรมโยธา ซึ่งผมเีถียงว่ามาทุนส่วนตัวจะขออยู่ฝึกงานต่อถอนทุนอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ ท่านบอกไม่ได้ จึงอด เมื่อกลับมาแล้วก็มีอันต้องไปพัวพันกับพวกผังเมืองอยู่เรื่อยมา เพราะช่วงนั้นผังเมืองกรุงเทพฯ มันเลวร้ายเอาจริงๆ (อย่างน้อยก็คิดกันเอาเอง) มีพวกนักผังเมืองตัวจริงเขารวมตัวกันรณรงค์ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมชวนผมไปร่วม ดังที่ผมเคยเล่าๆ ไว้ที่โน่นที่นี่ในเว็บนี้มาบ้างแล้ว ไปช่วยเขาสนับสนุนให้คลอด พรบ. ผังเมืองบ้าง จนในที่สุดก็ต้องไปช่วยเขาสอนผังเมืองเมื่อผมโอนไปจุฬาฯ ความจริงแล้วแผนกวิชาผังเมืองตั้งมาตั้งแต่มี พรบ. จัดตั้งคณะสถาปัตยฯ จุฬาฯ เมื่อปี 2486 หลังเร่ร่อนเป็นแผนกอิสระสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่หลายปีดังที่ท่านอาจารย์ศิววงษ์เล่าไว้ ผังเมืองเป็นแผนกวิชาไปอย่างนั้นเองไม่มีการผลิตบัณฑิตเพียงแต่สนับสนุนการสอนผังเมืองเป็นวิชารองให้แผนกอื่น มีอาจารย์หลายท่านจบผังเมืองจากต่างประเทศซึ่งรวมทั้งท่านอาจารย์อัน นิมมานเหมินท์ ถ้าจำไม่ผิดท่านเข้ามาตั้งแต่ปี 2491 ตอนหลังคงจะเบื่อๆ ท่านเลยไปปฏิรูปคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สู่ยุคสากลที่มหาวิทยาลัยศิลปากรจากเดิมสอนแต่สถาปัตยกรรมไทย ตอนผมโอนมาที่คณะฯ แผนกวิชาผังเมืองกำลังร่า่่งหลักสูตรเตรียมเปิดสอนเฉพาะระดับปริญญาโท โดยมีอาจารย์ชุมพล สุรินทราบูรณ์และอาจารย์มานพ พงศทัตเป็นหัวเรือ หนุนด้วยท่านอาจารย์อันฯ ที่ถูกยืมตัวไปศิลปากรและอีกหลายท่านในคณะฯ พอเปิดสอนเมื่อปี 2518 อาจารย์ไม่พอผมก็ถูกจับไปช่วยสอนอยู่พักหนึ่งและได้มีโอกาสสอนวิชาสตูดิโอรุ่นปฐมฤกษ์และวิชาเลืือกบางวิชา นับว่าเป็นเกียรติไม่เบาทีเดียว นอกจากนี้ผมยังสอนวิชาภูมิทัศน์ชุมชนและเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไปอีกหลายปีจนเขาบอกเลิกไปเมื่อใดก็จำไม่ได้เสียแล้ว ปัจจุบันแผนกผังเมืองเปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง เมื่อปี 2545 สมาคมนักผังเมืองไทยเชิญผมไปอภิปรายเรื่องผังเมืองเพื่อชีวิตเนื่องในวันผังเมืองโลก โดยกำหนดหัวเรื่องอภิปรายชุดผมว่า "บทบาทการศึกษาผังเมืองกับการพัฒนาชุมชน" แต่ผมได้จงใจบิดเบือนหัวเรื่องเขาไปเล็กน้อยเป็น "การศึกษาผังเมืองกับเมืองน่าอยู่" ในบทความแนบท้ายนี้ ซึ่งก็ได้พกความหงุดหงิดติดมาด้วยตามเคย ความหงุดหงิดของผมสืบเนื่องมาจากการทะเลาะกันระหว่างสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองกับสภาสถาปนิกที่พยายามจะบังคับให้นักผังเมืองจะต้องเป็นสถาปนิกเพราะชื่อใน พรบ. สถาปนิกท่านเรียกว่าสถาปนิกผังเมือง เมื่อใช้สร้อยเป็นสถาปนิกหรือสถาปัตยกรรมก็ต้องออกแบบเป็นซิ จะต้องมีหน่วยกิตวิชาออกแบบมากพอก่อนถึงจะให้ใบอนุญาตอะไรทำนองนั้น นักผังเมืองที่เขาจบปริญญาโทจุฬา ส่วนใหญ่มาจากสาขาอื่นทั้งนั้นและยิ่งเมื่อกรรมการสภาบางคนออกความเห็นว่าเมื่อมีชื่อสถาปนิกพ่วงติดอยู่ย่อมแสดงว่าสถาปนิกต้องวางผังเมืองได้ด้วยน่ะซี ...อาการลมออกหูจึงกำเริบเกิดความช้ำใจในหมู่นักผังเมืองไปพักใหญ่เพราะความเข้าใจหลักการอย่างผิดๆ หรือที่เรียกกันว่าเหตุผลวิบัติที่ฝรั่งเรียกว่า Fallacy นั่นแหละ ตอนนั้นผมเป็นกรรมการสภาชุดแรกอยู่ด้วยและศึกษาเรื่องนี้อยู่พอดี จึงแนะให้แยกวงออกไปเสีย ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันเพราะลักษณะงานแตกต่างกันจริงๆ และเมื่อไม่เชื่อก็ต้องมีหลักฐานแสดง ผมจึงนำตัวอย่างระบบการศึกษาและระบบการปฏิบัติวิชาชีพในประเทศพัฒนาแล้วมาแสดงเป็นตัวอย่าง จึงหมดเรื่องกันไป ส่วน "สถาปนิกผังเมือง" ก็เอาแต่ที่เป็น "การออกแบบชุมชนเมือง" หรือ Urban design ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับปริญญาโทที่มีพื้นปริญญาตรีทางสถาปัตยกรรมหรือภูมิสถาปัตยกรรมมาก่อนจึงไม่มีปัญหา นี่คือร่ายพงศาวดารที่ว่าทำไมผมมายุ่งเกี่ยวทางผังเมืองเกินภูมิรู้ รวมทั้งเป็นการเกริ่นว่าบทความที่แนบนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาและระบบการพัฒนาวิชาชีพผังเมือง ปิดท้ายด้วยคำถามว่าหน่วยงานผังเมืองควรสังกัดที่ใดจึงจะเกิดผลมากที่สุด Copy Bright 2009 (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ พุทธศักราช 2552 - เชิญเผยแพร่ต่อได้เต็มที่ แต่สำหรับงานที่ผู้อื่นเขียน: โปรดแจ้งชื่อผู้เขียนหรือเจ้าของด้วย) |