โดย ดร. เวอร์จิเนีย ทอมพ์สัน แปลและเรียบเรียงโดย ศ. เดชา บุญค้ำ[1] บทนำ เรื่อง “การวางผังเมืองและผังบ้าน” ของกรุงเทพฯ ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ตัดตอนจากหัวข้อ “Town and House Planning” ในหนังสือเรื่อง “Thailand: The New Siam” โดย ดร. เวอร์จิเนีย ทอมพ์สัน ที่ครอบคลุมเกือบทุกด้านของประเทศสยามช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเล็กน้อย ผู้แปลและเรียบเรียงได้รับหนังสือเล่มนี้จากการจำหน่ายหนังสือชำรุดของห้องสมุดบัณฑิต วิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อ พ.ศ. 2511 ได้ดูหนังสือแล้วเห็นว่ามีบทที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การผังเมืองของประเทศไทยจึงได้แปลขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2513 โดยตั้งใจให้เป็นบทความสำหรับอ่านประกอบการศึกษาการผังเมืองแต่ไม่มีโอกาสเผยแพร่จึงเก็บต้นฉบับลายมือที่แปลทิ้งไว้จนลืมสนิท มาค้นพบอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2550 ขณะรื้อค้นเอกสารเก่า ดูแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาประวัติการผังเมืองของไทย จึงได้นำมาลงในวารสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง แต่เนื่องด้วยเห็นว่าคุณ ปรียา ฉิมโฉม ญาติผู้ใหญ่ของภริยาผู้แปลเป็นผู้มีคุณูปการแก่วงการผังเมืองไทย จึงนำมาลงในเป็นอนุสรณ์ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน หนังสือเล่มนี้เป็นมุมมองจากภายนอกของชาวตะวันตกที่เขียนขึ้นโดยอาศัยแหล่งข้อมูลต่างประเทศและสื่อสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ออกในสยามขณะนั้น หนังสือต้นฉบับที่ได้มาจำไม่ได้ว่าได้ให้ผู้ใดยืมไปหรือปลวกกินเพราะนานมากแล้วจึงถือว่าสูญหาย ผู้แปล-เรียบเรียงพยายามรักษาเนื้อความเดิมเท่าที่แปลไว้ในขณะนั้นโดยไม่มีโอกาสตรวจสอบกับต้นฉบับที่หายไปดังกล่าว จึงขออภัยหากมีความคลาดเคลื่อนจากการที่แปลทิ้งไว้เกือบ 40 ปีมาแล้ว - ผู้แปล การวางผังเมืองและผังบ้าน กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนที่ดอนบนที่ราบลุ่มของหมู่บ้านเก่าชาวประมง สร้างโดยชาวเขมร 10,000 คน โดยพยายามสร้างให้มีลักษณะเหมือนกรุงศรีอยุธยาสมัยรุ่งเรืองให้มากที่สุดแม้ว่าพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเป็นผู้ตัดถนนเจริญกรุง แต่พระจุลจอมเกล้าฯ เป็นผู้ให้แรงกระตุ้นแก่การพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสมัยใหม่ ทรงสร้างถนนราชดำเนิน ย่านที่อยู่อาศัย สถานที่ใหม่ๆ และอาคารสาธารณะใหม่ๆ ในลักษณะที่เป็นงานอดิเรกของพระราชา แม้ว่าการปรับปรุงของพระองค์ได้ทำลายความเป็นศิลปะพื้นเมืองอย่างเดิมไปและทดแทนด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปแบบพันธุ์ทางอันไม่น่าดูอย่างไม่น่าให้อภัยก็ตาม[2] แต่อย่างน้อยพระองค์ก็ได้พยายามสถาปนาบางสิ่งบางอย่างทางผังเมือง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทั้งชาวสยามหรือชาวยุโรปก็มีความคล้ายคลึงกัน คือการปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือแก่ทางการ ต้องอาศัยเพลิงใหม้ที่เกิดบ่อยครั้งและปรากฏการณ์อาเภทเข้ามาช่วยในการขยายเมืองและเพื่อที่จะเปลี่ยนแนวความคิดของคนให้โน้มเอียงไปกับการวางผังเมืองและการมีพระราชบัญญัติสยามโบราณเป็นชาติที่ราษฎรมีบ้านเป็นของตนเองน้อย แม้แต่กระทั่งทุกวันนี้ก็ตาม คนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนมักถูกเหยียดหยามจากเพื่อนบ้าน[3] คำถามแรกที่เจ้าบ่าวถูกถามก็คือ มีบ้านเป็นของตนเองหรือไม่ การเช่าบ้านหรือแม้แต่อพาร์ทเมนต์ที่หรูสุดที่มีอยู่ในขณะนั้นหาเป็นการเพียงพอไม่ ด้วยเกียรติศักดิ์ทางสังคม ทำให้คนไทยต้องหาทางเป็นเจ้าของบ้านแม้ว่าจะต้องมีการจำนำจำนองจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวก็ตาม ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของชนชั้นกลางเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเดือดร้อนที่สุดเช่นกันสำหรับคนยากจน ชาวสยามสมัยก่อน ถ้าไม่เป็นเจ้านายก็ต้องเป็นบ่าว ซึ่งถ้าเป็นบ่าวก็จะได้อาศัยอยู่บ้านของนาย ระบบครอบครัวใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะลัทธิฟิวดัลหรือระบบเจ้าขุนมูลนายนี้ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับความเป็นอยู่ถูกกว่า ประกอบกับการมีบริเวณวัดวาอารามที่ร่มรื่นมาก ทำให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยและมีที่กินประทังชีพไปได้โดยไม่ยากนัก แต่ด้วยการเลิกระบบทาษประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ทำให้ระบบครอบครัวใหญ่สลายตามไปด้วย ผู้อยู่อาศัยในระบบครอบครัวใหญ่จึงประสบกับการขาดที่พึ่งและขาดสิ่งจำเป็นในการครองชีพขึ้นเป็นครั้งแรก การเปลียนแปลงนี้ทำให้เกิดการเช่า “ห้องแถว”[4] ซึ่งเป็นความอุจาดที่คุ้นตาและนำซึ่งอันตรายสาธารณสุขในแทบทุกเมืองของสยาม การขยายตัวของกรุงเทพฯ ในช่วงสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ประมาณ พ.ศ. 2420 – 2443 -ผู้แปล) ได้เกิดการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไรอย่างรุนแรง ราคาที่ดินได้ถีบตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งในย่านการค้าและย่านชานเมือง ทำให้การที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้นและต้องขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ในด้านดี ถนนในกรุงเทพฯ มีอาคารสมัยใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่กระท่อมเก่าๆ ซึ่งมีจำนวนมากมาย ในอีกด้านหนึ่ง กระท่อมเล็กมากมายเหล่านั้นยังมีที่ว่างเหลือมาก แต่อาคารใหม่ๆ ที่ขึ้นมาใหม่เหล่านั้นไม่เหลือที่โล่งว่างไว้เลย หรือถ้าเหลือไว้บ้างก็น้อยมาก และในอาคารใหม่เหล่านั้นก็ยังไม่มีการจัดเผื่อด้านการสุขาภิบาลไว้เลยเช่นกัน ถนนใหม่ๆ ทั้งหมดยังใช้เป็นที่ระบายสิ่งโสโครกและกระจายโรคภัยไข้เจ็บซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ที่ดินแปลงใดที่ว่างก็ถูกขุดเป็นหลุมมหึมาและถมด้วยขยะเหม็นนั้เต็มไปด้วยเชื้อโรค การพัฒนาอย่างใหม่นี้ได้นำซึ่งความเร่งด่วนด้านระบบสุขาภิบาลอย่างหลีกเลียงไม่พ้น การสร้างห้องแถวได้กลายเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยม สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กลายเป็นเจ้าของห้องแถวที่ใหญ่ที่สุด รวมทั้งการเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากในบริเวณชานเมือง[5] กระท่อมเดี่ยวสำหรับครอบครัวรายได้ปานกลางยังคงมีความขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง และเนื่องจากยังไม่มีการจัดเก็บภาษี จึงเอื้อให้ง่ายต่อการถือครองที่ดินที่นำมาใช้สร้างอาคารราคาถูกเรียกทุนคืนได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าเรียกเงินได้ง่ายเท่าใด เจ้าของจะยิ่งไม่สนใจว่าอาคารราคาถูกนั้นจะเป็นรูปการขายหรือการให้เช่า นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งออกมาในช่วงท้ายของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชจึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรงมาก ภาษีกำหนดเก็บเป็นจำนวนร้อยละ 15 ของค่าเช่าต่อปี แต่บ้านที่ว่างยังคงได้รับการยกเว้นอยู่ อย่างไรก็ดี ที่ดินที่ว่างเปล่ายังคงถูกเรียกเก็บภาษีแต่ก็เล็กน้อยเสียเหลือเกิน ถึงแม้การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อเป็นการดึงราคาที่ดินให้สูง ซึ่งก็น่าขันที่ที่ดินในกรุงเทพฯ สูงจนน่าขันอยู่แล้ว สูงจนกลายเป็นการกดขี่และเป็นขวากหนามสำคัญที่ขัดขวางความเจริญด้านการค้า จุดประสงค์ของรัฐบาลสมัยนั้นจึงไม่ประสบผลในการหารายได้เข้ารัฐ แต่กลับทำให้ค่าของที่ดินล้มพับลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านไม่ใช่ธุระของใคร และข้อเท็จจริงที่ว่าความจำเป็นอย่างรีบด่วนที่จะต้องมีการจัดที่อยู่อาศัยที่ดีกว่าและค่าเช่าถูกกว่าเดิมนั้นหาได้ทำความสดุ้งสะเทือนให้แก่รัฐบาลไม่ กฎหมายควบคุมอาคารเองก็เป็นที่ถกเถียงกันมานนานกว่า 30 ปี ก่อนที่รัฐบาลจะเกิดความรับผิดชอบขึ้นมา ได้มีความพยายามแต่ก็หาประสบความสำเร็จไม่ รัฐบาลได้ยกเลิกกฎหมายเคหสงเคราะห์ไปเมื่อเร็วๆ นี้โดยคาดคิดว่าเทศบาลคงหันมาสนใจดำเนินการเอง กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การบังคับบัญชาของหม่อมเจ้าสกลฯ ก็ได้หยิบยกเรื่อเคหสงเคราะห์มาทำเป็นงานอดิเรก แต่ก็เป็นเรื่องยากเย็นที่พอเข้าใจได้ ไฟใหม้ครั้งใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ให้โอกาสรัฐบาลได้แนะนำการผังเมืองเป็นครั้งแรก แต่กระนั้น ก็ยังเป็นการชักช้าเกินควรในการฉวยโอกาสนั้น การที่รัฐบาลไม่ได้มีผังวางไว้ล่วงหน้ามาก่อน สถานการณ์หลังไฟใหม้จึงเป็นเรื่องที่มีความกดดันมากที่สุด และเกิดภาระหนักในการจัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ไร้ที่อยู่เพื่อให้เข้ากับผังและกฎเกณฑ์ที่ออกตามมาภายหลัง โดยปกติ แผนผังและกฎเกณฑ์ที่ออกมาก็เป็นเพียงอย่างลวกๆ ที่ออกมาเพื่อใช้เฉพาะหน้า แต่อาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็นับได้ว่าเป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนอกจากรุงเทพฯ ก็ยังมีปากน้ำ อุทัยธานีและอีกหลายแห่งที่ได้ประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารใหม่ที่มีสภาพดีที่ตามมาหลังจากเพลิงใหม้ เพลิงใหม้ขนาดใหญ่ที่เกิดบ่อยครั้งในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นตัวช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการป้องกันได้มากกว่านี้ เมื่อบริษัทสยามไฟฟ้าจำกัดได้สัมปทานเดินรถรางครั้งแรกนั้น บริษัทได้รับภาระการดับเพลิงอาคารต่างๆ ที่เรียงรายตามทางรถรางมาดำเนินการ การปรับปรุงงานดับเพลิงที่แท้จริงครั้งแรกเกี่ยวกับการดับเพลิงได้แก่การติดตั้งหัวก็อกดับเพลิงที่ต่อเข้ากับระบบประปาเมื่อ พ.ศ. 2457 อีก 7 ปีต่อมา ตำรวจจึงรับงานดับเพลิงคืนจากบริษัทสยามไฟฟ้าจำกัดมาอยู่ในความรับผิดชอบ แต่เวลาที่ผ่านมาถึง 3 รัชกาลนั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดมาตรการใดๆ เพื่อแก้ไขป้องกันเพลิงในย่านที่หนาแน่นของกรุงเทพฯ เลย โดยเฉพาะย่านชาวจีนที่สำเพ็งซึ่งปัญหาเพลิงใหม้ได้เลวร้ายลงเป็นลำดับ แม้จะมีอาคารก่อสร้างด้วยอิฐเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็มีอาคารบอบบางที่ไม่ทนไฟปลูกสร้างแทรกขึ้นมาข้างๆ การขาดกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเชื้อเพลิงและการผลิตไฟพะเนียง ทำให้ยังคงมีร้านและโรงผลิตแทรกอยู่ได้ทั่วไป เมื่อ พ.ศ. 2453 อธิบดีกรมตำรวจได้ระบายความในใจออกมาว่า เพลิงที่ใหม้นั้นเกิดกับอาคารทนไฟเสียมากกว่าอาคารไม่ทนไฟ ทั้งนี้เนื่องมาจากอาคารทนไฟมักมีกรมธรรม์ประกันไฟ ครั้งหนึ่ง โรงสีข้าวดูเหมือนเป็นอาคารทีใหม้ไฟเก่งที่สุด แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและเงินเอาประกันถูกลดลง ไฟจึงหันไปใหม้อาคารเล็ก ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยถูกเพลิงใหม้ แต่ภายหลังอาคารเล็กเหล่านี้จึงเริ่มเอาประกันอัคคีภัยในกรุงเทพฯ ก่อนแล้วขายออกไปต่างจังหวัด ในปี พ.ศ. 2474 เพียงปีเดียว บริษัทประกันภัยได้สูญเงินรับประกันไปมากกว่าล้านบาทและตำรวจก็ไม่เคยจับมือเพลิงได้เลย โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ บริษัทประกันภัยในยุโรปหลายบรรษัทต้องปิดกิจการลงเป็นระยะตามการสูญเสียจากการรับประกันอัคคีภัยรายใหญๆ เหล่านั้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา บริษัทประกัยภัยทุกบริษัทที่ดำเนินกิจการในสยามจะต้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวน 1,000,000 บาทไว้กับรัฐบาล อีก 4 ปี ต่อมา บริษัทประกันภัยทุกบริษัทได้รวมตัวกันขึ้นเบี้ยประกันเป็นสองเท่า โดยบริษัทเหล่านี้ได้นำสถิติมาใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน แต่ก็ถูกรัฐบาลสั่งระงับ บริษัทประกันเหล่านี้ ซึ่งมี จีน ญี่ปุ่นและยุโรปนั้น แต่ก่อนไม่ได้เสาะหาตัวเลขสถิติมาใช้พิจารณาก่อนการรับประกันเพราะเป็นการยากลำบากที่จะหาตัวเลขที่แม่นยำได้ เนื่องจากตำรวจเองก็มิได้สนใจทำรายงานและเก็บสถิติตัวเลขอาชญากรผู้วางเพลิงไว้ ในปี พ.ศ. 2452 – 2453 มีการออกข้อบังคับให้มีการจดทะเบียนเพื่อผลทางสถิติพยากรณ์ออกมาบังคับใช้เป็นครั้งแรก และจากข้อมูลที่ ดี. เอช. ซี. ไฮท์ เป็นผู้รวบรวมขึ้น พบว่า ความหนาแน่นของประชาการ ไม่นับพวกอยู่เรือ มีความหนาแน่นเพียง 78 คน/ไร่ในย่านพญาไท และ 126.7 คน/ไร่ในย่านใจกลางของสำเพ็ง อีก 10 ปีต่อมา ดร. เมนเดลโซห์น เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ร้องเรียนต่อรัฐบาลว่า พื้นที่ที่ตนจะเข้าไปดำเนินงานด้านสุขาภิบาลนั้นมีขนาดเล็กอย่างตลกสิ้นดี อาคารแทบทุกหลังผิดกฎหมายทั้งสิ้น และว่ากฎข้อบังคับที่ดีไม่เกิดผลที่นี่ การขาดอำนาจที่เพียงพอด้านการควบคุมอาคารและการผังเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญไม่มีที่สิ้นสุดต่อความพยายามที่จะปรับปรุงอย่างถาวร สยามต้องการความรีบด่วนในเรื่องกฎหมายควบคุมเขต (Zoning laws) และพระราชบัญญัติเพื่อลดจำนวนเพลิงใหม้และลดค่าเบี้ยประกันที่สูงเกินอัตรา การจับตัวผู้วางเพลิงนับเป็นเรื่องที่ยากเย็นและหากจับได้ โทษที่มีก็ต่ำหรือเบาเกินไป อาคารโครงสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในกรุงเทพฯ ในขณะที่กรุงเทพกำลังขยายตัว เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นอย่างใด เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ก่อนหน้า พ.ศ. 2474 รัฐบาลเองก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้รื้อถอนเอาอาคารเก่าชำรุดไม่ปลอดภัยหรือที่น่าเกลียดลงได้ งานเช่นนั้นจึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเพลิง ซึ่งก็น่าฉงนที่พระเพลิงไปจัดการให้เฉพาะย่านถนนยมราช ถนนทรงวาด ฯลฯ ตลอดจนไปช่วยขยายถนนเจริญกรุง ในระยะที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้น วิธีที่ดีที่สุดในหารายได้จากทรัพย์สินก็คือรายได้จากเพลิงใหม้ ซึ่งแน่นนอนที่สุดจะต้องเป็นทรัพย์สินที่เอาประกัน ด้วยการตรวจตรารักษาการณ์ของตำรวจที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การวางเพลิงได้เพลาลงบ้าง แต่ในปี พ.ศ. 2474 นั้นเอง กลับเกิดเพลิงใหม้ครั้งใหญ่ที่สุดอีกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา บ้านจำนวน 300 หลังคาเรือนในย่านสำเพ็งได้วอดวายลงพร้อมกับการสูญเสียเงินประมาณ 643,000 บาทของบริษัทประกันภัย ในระยะต่อมาการสูญเสียเนื่องจากเหตุเพลิงใหม้ได้เพิ่มจำนวนมากเป็น 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นแรงกดดันที่มากพอให้เริ่มพิจารณาออกพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างซึ่งถูกกักไว้มานานและเข็นออกมาได้ในที่สุด ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2477 กฎหมายได้ถูกนำออกมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกกับอาคารสร้างใหม่ในเขตเพลิงใหม้ ซึ่งได้วางกฎไว้ว่า อาคารที่สร้างจะต้องเป็นอาคารที่ทนไฟและมีระบบสุขาภิบาล และอาคารสูงสองชั้นและอาคารสาธารณะต้องมีใบอนุญาตก่อนโดยขอได้จากกรมโยธาเทศบาล การป้องกันเพลิงในกฎหมายใหม่นี้ครอบคลุมถึงไปถึงอาคารที่สร้างเสร็จแล้วด้วย เมื่อรัฐบาลได้ยกร่างกฎหมายให้เงินกู้แก่เทศบาลในปี พ.ศ. 2479 นั้น รัฐบาลได้ออกข้อบังคับให้การสร้างอาคารใหม่จะต้องสอดคล้องกับผังเมืองด้วย ในชั้นแรก รัฐสภาได้คัดค้านการบังคับให้มีการตรวจตราการก่อสร้าง โดยเฉพาะการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ แต่ในที่สุดก็ผ่านออกประกาศใช้ได้ ถึงตอนนี้ เทศบาลได้เข้ารับช่วงงานด้านการผังเมืองจากกระทรวงสาธารณสุข และได้ประสบกับปัญหาใหญ่ด้านงบประมาณที่จะนำมาจุนเจือในด้านนี้ ส่วนกรมโยธาเทศบาลก็ได้พัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง การศึกษาภาคสนาม[6] อย่างหยาบๆ ได้เริ่มขึ้นแทบทุกเมืองในประเทศ มีการร่างแผนผังที่ลงสีอย่างสวยงามขึ้นพร้อมกับข้อแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับการจำกัดเขต ซึ่งก็ง่ายเสียจนคนธรรมดาก็ทำได้ แบบแปลนพร้อมคำอธิบายเหล่านี้ถูกส่งไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อขอปฏิกริยาตอบโต้จากท้องถิ่นและก็ได้ผลเกือบทุกแห่งจาก ”เหยื่อ” เหล่านั้น ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานมากและต้องกระตุ้นเตือนบ่อยๆ การตอบสนองจากท้องถิ่นจึงจะเกิดขึ้น ทำให้ได้ข้อมูลและตัวเลขมารวบรวมได้บ้าง ตอนสุดท้ายการประณีประนอมก็ไปถึงทั่วท้องถิ่น ถึงขณะนี้ เกือบทุกเมืองในประเทศต่างก็มีผังเมืองกันทั่วหน้า การเข้าไปร่วมมือและประสานงานกับท้องถิ่นมีความสำคัญกว่าคุณภาพของผัง ความยากลำบากข้อใหญ่ก็คือ เกือบทุกเมืองของสยามได้พยายามที่จะเป็น “สยาม-ปารีสยามราตรี” และได้ร้องของบประมาณส่วนกลางของชาติมาใช้เพื่อการนี้ เมืองต่างๆ ที่กำลังกระตือร้นเหล่านี้ได้รับคำเตือนว่า ก่อนที่จะหาเงินเพิ่มจากท้องถิ่นนั้น ควรทำการสำรวจทางสังคมและกายภาพเสียก่อน และควรใช้อำนาจกฎหมายมาบังคับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้ว่านโยบายนี้จะไม่ได้ผลโดยเร็ว แต่ก็อาจทำให้การวางผังเมืองสำหรับเมืองต่างๆ ของสยามเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมาบ้าง กรมโยธาเทศบาลได้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านการวางที่ตั้งตลาดสด อาคารและโรงเรือนต่างๆ มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ดี ความต้องการผู้ชำนาญก็ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรุงเทพฯ ดุเพิ่ม: ประวัติการผังเมืองไทย: หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพนางปรียา ฉิมโฉม อดีตผู้อำนวนการสำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551 [1] ตัดตอนเรียบเรียงจากหนังสือ Thailand: The New Siam โดย ดร. เวอร์จิเนียร์ ทอมสัน ตีพิมพ์โดยสำนักพิมแมกมิลแลนด์ นิวยอร์ก สหรัฐอมเริกา เมื่อ พ.ศ. 2484, 865 หน้า [2] ผู้แปลรักษาข้อความเดิมซึ่งเป็นมุมมองของผู้แต่ง [3] บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2475 [4] ผู้แต่งเขียนทับศัพท์เป็นภษาอังกฤษว่า ‘hong tao’ [5] Siam Free Press, June 22, 1902 (พ.ศ. 2445) [6] ผู้เขียนใช้คำภาษาอังกฤษว่า field study |