มีหลายคนถามผมว่ามีงานออกแบบชิ้นใดบ้างที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิต ผมมักบอกว่างานผังหลักอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ที่ประจวบคีรีขันธ์ และก็มีหลายคนเช่นกันที่ถามตรงข้ามว่างานชิ้นใดที่ผมผิดหวังที่สุดในชีวิต ผมบอกว่างานวางผังหลักอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้าฯ เช่นกัน แปลกดี ที่ว่าภูมิใจสุดๆ ก็เพราะผมเป็นผู้เริ่มต้นจุดประกายเสนอให้ขยายพื้นที่สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ร. ๔ จากเดิมที่ได้มา 4-5 ไร๋ ประมาณตรงที่ตั้งองค์พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ปัจจุบัน เนื่องจากได้ไปดูสถานที่ให้สมาคมวิทยาศาสตร์ร่วมกับคณะนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน รวมทั้งท่านอาจารย์ระวี ภาวิไล ราวปี 2524 เมื่อกลับมาผมจึงรีบทำผังหลักเสนอให้ขยายเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ขนาด 860 ไร่เพื่อให้สมพระเกียรติ ซึ่งทำความตกอกตกใจกันพอสมควรโดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ในขณะนั้น แต่เมื่อสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งชอบใจมากเสนอรัฐบาลเรื่องก็ได้เงียบไป ผมจึงพยายามอีกครั้ง คราวนี้ผนวกสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ที่กรมการศึกษานอกโรงเรียนให้ผมออกแบบเข้าไปด้วย แต่ไม่ได้สร้างเพราะห่างใกลเกินไป ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปสร้างที่กาญจนบุรี เรื่องเงียบไปอีก มีอยู่วันหนึ่งท่านอาจารย์ ดร. ปรีชา อมาตยกุลโทรศัพท์มาบอกไม่ให้ผมเลิก บอกว่าอยากให้มี "เอ็พค็อตเซนเตอร์ "ในประเทศไทยบ้าง ผมจึงปัดฝุ่นผังหลักอีกครั้งให้สมาคมวิทยาศาสตร์เดินเครื่องต่อจนสำเร็จ จาก 4 ไร่ มาเป็น 750 ไร่ แต่เวนคืนจริงๆ ได้น้อยกว่านั้น รัฐบาลมอบให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนเป็นเจ้าของเรื่อง รัฐบาลโดยกรมการศึกษานอกโรงเรียนมอบให้ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมเป็นผู้วางผังหลักโดยมีผมเป็นหัวหน้า เราวางผังกันอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน สวยงาม แบ่งโซนการใช้พื้นที่ วางระบบการสัญจรที่ไม่เน้นรถยนต์ แต่เน้นจักรยาน ทางเดิน และรถพ่วงสาธารณะจ่ายคนได้ถึงทุกจุดและแม้แต่การใช้เสกเวย์ในอนาคต ได้มีการแบ่งการพัฒนาเป็นหลายระยะ มีวิศวกรมาช่วยทุกสาขา เราภูมิใจกันมากที่จะได้มีอุทยานวิทยาศาสตร์ระดับโลกได้กับเขาเสียที เราวางผังไปชมตัวเองไปพร้อมกับการถูกทวงงานไปเพราะล่าช้ามัวแต่สอนหนังสือกัน นี่คือความภูมิใจตรงที่ได้มีโอกาสขยายโครงการจากสถานที่สร้างอนุสาวรีย์เพียง 4-5 ไร่ ให้กลายเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ใหญ่ซึ่งเป็นการภูมิใจแบบเข้าข้างตัวเองด้วยว่าเป็นผังหลักที่ดีที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาค อีกทั้งยังได้รับการประกาศเป็นโครงการสำคัญเร่งด่วนมติตาม ค.ร.ม. (สมัยนายกชวน หลีกภัย) อีกด้วย ผังหลักขั้นสมบูรณ์ มีสถานีรถไฟ "หว้ากอ" ที่สามารถเดินข้ามทางรถไฟไปสู่ศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีรถพ่วงและจักรยานเช่ารออยู่ สิ่งที่ผังหลักเน้นมากที่สุดคือความสง่างามของพระราชานุสาวรีย์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ผังหลักปรับปรุงใหม่เพื่อใช้แทนผังหลักเดิม ส่วนความเสียใจที่ว่าอย่างสุดซึ้งและความผิดหวังที่ว่าอย่างสุดๆ ดังกล่าวไว้ข้างต้นนั้นเกิดเมื่อกรมการศึกษานอกโรงเรียนซึ่งมีบทบาทอย่างดียิ่งและมากที่สุดในการร่วมสรรค์สร้างโครงการนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนเกิดโครงการ จนกระทั่งเมื่อมีอธิบดีท่านใหม่เข้ามาพอดี จากนั้นผมก็ไม่เคยได้ทราบอีกเลยว่าได้มีอะไรเกิดขึ้นต่อมาในภายหลังบ้าง โครงการเร่งด่วนด้วยงบประมาณสูงที่รัฐบาลมอบให้ได้กลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ไม่รู้เลยว่ามีสวนหย่อมขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมถามผู้ใหญ่รุ่นเก่าที่ร่วมบุกเบิกสร้างฝันกันมา รวมทั้งท่านอาจารย์ปรีชาฯ ผู้ล่วงลับต่างคนต่างไม่รู้เรื่อง นับเป็นปรากฏการณ์ประหลาดโดยแท้ ที่ขำขันแบบน่า่เศร้านั้นก็คือ ได้มีการ "ปรับปรุง" ผังหลักใหม่ของกรมฯ โปรดดูผังของจริงกันเองก็แล้วกันครับ ผมเสียดายและผิดหวังจริงๆ ที่โอกาสการมีอุทยานวิทยาศาสตร์ที่สวยงามและมีประสิทธิภาพระดับนานาชาติให้สลายไปโดยกู้กลับไม่ได้ (โดยเฉพาะระบบการสัญจรภายในที่มีความยาวชายหาด 2.5 กิโลเมตร) ![]() ภาพบน (ขาวดำ) และภาพถ่ายดาวเทียม (สี-10 พย. 2546) แสดงให้เห็นการพัฒนาตามผังหลักใหม่ โดยเลื่อนแนวอาคารมาชิดทะเลมากขึ้น การรับไอเค็มที่จะทำให้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งของอาคารและเครื่องมือทดลองตลอดจนวัสดุจัดแสดงเสียหาย นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อสึนามิและคลื่นพายุหมุนยกซัดฝั่ง ดังเป็นที่ประจักษ์กันมาแล้วดังที่เกิดกับอาคารและชีวิตที่อยู่ชิดชายหาดเกินไปที่เกาะพีพีในภาพล่าง (ภาพข่าว AP) ผมไม่มีเจตนามุ่งไปกล่าวโทษที่ตัวบุคคลหรือหน่วยงานว่าเป็นหน่วยใดหรือใครเป็นคนผิด แต่อยากโทษระบบและกลไกของรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญของการวางแผนในอนาคตที่ดีและรอบคอบน้อยมาก ไม่มีระบบหรือกลไกควบคุมให้มีการปฏิบัติตามแผน รวมทั้งการที่สำนักงบประมาณให้งบประมาณตามแบบ Relativism ซึ่งแปลว่าให้ตามกระแสตัวบุคคล ตามกระแสกลุ่มและตามสถานการณ์ที่เป็นในขณะของบประมาณมา ไม่ได้ให้ตามแผนหลักที่เสียเงินเสียทองและเสียเวลาไปมากมายให้กับการคิดล่วงหน้าที่ถี่ถ้วน มติคณะรัฐบนตรีไม่มีความหมายใดๆ ไม่ต้องกลัวเพราะเปลี่ยนรัฐบาลกันบ่อยหรือรัฐมนตรีสั่งเอง หว้ากอเป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่ยกมาเป็นอุทาหรณ์ ผมและนักวางผังหลักอีกหลายคนยังมีตัวอย่างคล้ายคลึงกันนี้อีกมาก สำหรับผมก็ยังมีผังหลักของกรมป่าไม้ ผังหลักสวนเบญจกิตติที่จะเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์เพิ่มได้อีก แต่ก็แน่นอนครับ หว้ากอเป็นเพียงตัวอย่างเดียวในหลายสิบตัวอย่างของความล้มเหลวในการพัฒนาตามแผนหลัก (Master Plan Implementation) แบบทั่วๆ ไปของประเทศไทย นี่ขนาดเป็นเพียงผังพื้นที่ขนาดเล็กก็ยังเป็นดังนี้ได้ แล้วผังเมืองล่ะครับ ความทุกข์ระทมของเราชาวเมืองทุกคนในเกือบทุกเมืองทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาของการคิดที่ถืออัตตาและความมีอวิชชาเกินขนาดของนักบริหารโดยแท้ ประสบการณ์กรณีนี้ทำผมหงุดหงิดมากไปหน่อย ต้องขออภัยจริงๆ ที่หงุดหงิดมากก็เพราะผังหลักและผังบริเวณที่ดีคือองค์ประกอบของผังเมืองที่ดีนั่นเอง ถ้ามันไม่ดีแล้วผังเมืองจะดีได้อย่างไร จึงขอระบายกันตรงนี้นะครับ จะไปเขียนลงที่ใหนคงไม่มีใครเขายอมพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นแน่ บทความที่เป็นสาระ จะอยู่ในรูปของ PDF File เดชา บุญค้ำ
Copy
Bright 2009 (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ พุทธศักราช 2552 -
เชิญเผยแพร่ต่อได้เต็มที่ แต่สำหรับงานที่ผู้อื่นเขียน:
โปรดแจ้งชื่อผู้เขียนหรือเจ้าของด้วย) |





