การพัฒนาวิชาชีพนวกรรม


    
         ท่านคงสงสัยไม่น้อยว่า "วิชาชีพนวกรรม" นั้นเป็นฉันใด จะเป็นวิชาการค้นคว้าหรือประดิษฐ์ของใหม่กระนั้นหรือ แท้จริงแล้ว "นวกรรม" เป็นคำที่ปรากฏในสมัยพุทธกาลมาแล้ว หมายถึงการก่อสร้าง, ผู้ก่อสร้าง (นวกรรมิก)  ผู้ดูแลการก่อสร้าง (นวกัมมัฏฐายี) ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ในวัด

            ผมได้อาสารับหน้าที่วางแนวทางการพัฒนาวิชาชีพให้แก่สภาสถาปนิก ได้พบอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่อาจเป็นตัวหน่วงให้การพัฒนาฯ ดังกล่าวไปไม่ได้ไกล เนื่องจากไปหนีบเอา "วิชาชีพนวกรรม" มารวมไว้ใต้อาณัติด้วยเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ซึ่งหากดูเผินๆ พอฟังขึ้นหากนับรวมไว้ใน "อุตสาหกรรมการก่อสร้าง" แต่ในเชิงของวิชาชีพซึ่งหมายถึงการเป็นวิชาที่ต้องเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งจำเป็นมากในโลกปัจจุบันแล้วค่อนข้างแตกต่างกันมาก

ความหายนะระหว่างการก่อสร้างที่เกิดขึ้นดังภาพข้างต้น ....เป็นความรับผิดของวิศวกรผู้ออกแบบ/คำนวณหรือผู้ควบคุมการก่อสร้าง (คลิกเพื่อขยาย)
ภาพจากบางกอกโพสต์ (ซ้ายและกลาง) และอินเทอร์เน็ต-ไม่ทราบต้นตอที่มา (ขวา)

             "นวกรรมิก" (หมายถึงผู้ปฏิบัติวิชาชีพนวกรรม) ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาสาขา "นวกรรมศาสตร์" มีตัวตนจริงในนานาประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยแล้วผู้ปฏิบัติวิชาชีพดังกล่าวถูกกดไว้เพียงระดับอาชีวะหรือระดับช่างเทคนิค หากต้องการก้าวถึงระดับสูงถึงระดับปริญญาตรี-โท ก็จำต้องเลือกเป็นสถาปนิกหรือวิศวกรชั้นล่าง คือได้แต่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพขั้นภาคีประเภท ค. เหตุผลก็คือ วิชาในหลักสูตรไม่ถึงเกณฑ์ทางสถาปัตยกรรมหรือวิศวกรรมเพราะต้องเรียนเน้นทางการก่อสร้า้ง และวิศวกร-สถาปนิกเท่านั้นที่ควบคุมดูแลและจัดการงานก่อสร้างได้ดีที่สุดดีกว่าวิชาชีพอื่นใดในประเทศไทย

            ด้วยเหตุนี้เอง สถาบันที่เปิดสอนสาขาวิชาการก่อสร้างดีๆ ทั้งหลายจึงต้องปรับหลักสูตรให้เข้าเกณฑ์ (ก.ว.-ก.ส. ในสมัยนั้น) ของวิชาชีพวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว ซึ่งความรู้ที่พยายามปรับให้เข้าเกณฑ์นี้ไม่จำเป็นนักสำหรับการเป็นนักก่อสร้างระดับสัญญาบัตร ทำให้อุเทนถวายที่มีชื่ิอเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมมามากกว่ากึ่งศตวรรษก็ต้องอ่อนปวกเปียกลงทั้งด้านการก่อสร้างและด้านออกแบบหรือคำนวณ เอาดีไม่ได้ทั้งสองข้างด้วยความจำใจ หรือด้วยความพอใจผมก็ไม่ทราบได้ ผมยังจำได้ดีที่มีนักศึกษา
อุเทนถวายที่ต้องถูกหลักสูตรบังคับให้ทำวิทยานิพนธ์ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมมาขอใช้ห้องสมุดที่คณะฯ เพื่อดูตัวอย่างการทำเล่มรายงานวิทยานิพนธ์ แต่ครั้นจบก็เป็นได้เพียงภาคีสถาปนิกประเภท ค. คือคุมงานก่อสร้างและออกแบบงานเล็กๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาอันมีค่าที่เคยมีของหลักสูตรเพื่อเน้นการเรียนวิชาการก่อสร้าง-คุมงานให้เก่งไปเลยนั้นลดลงไปมากพร้อมกับทัศนคติที่แปรเปลี่ยนไป จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่วงการการก่อสร้างของไทยก้าวไปไม่ทันนานาชาติ

            นอกจากนี้เมื่อจบออกมาแล้วและมาขอสอบรับใบอนุญาตก็ไม่ผ่านเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่ได้เรียนการออกแบบมามากเท่าสถาปนิกและการคำนวณเท่าวิศวกรตัวจริง แรกๆ จึงตกกันมากถึงขั้นเดินขบวนร้องเรียนนายกรัฐมนตรี จำได้ว่าเคยเกิดในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอมแล้วครั้งหนึ่ง นำโดยคุณเกรียงศักดิ์ สุขสว่างศิษย์เก่าอุเทนถวายคนหนึ่ง เป็นเหตุให้ ก.ส. สมัยนั้นต้องลดมาตรฐานการสอบที่มีเป้าหมายกรองคุณภาพสถาปนิกลง หันมาออกข้อสอบทางด้านปฏิบัติการก่อสร้างมากขึ้น คราวนี้พวกจบสถาปัตยกรรมก็สอบไม่ค่อยผ่านอีกโดยเฉพาะบัณฑิตใหม่ ทำให้ต้องโอนไปเอนมายกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นไม่ได้ทั้งสองข้างอีก

            นอกจากการหย่อนมาตรฐานจะทำให้คุณภาพการปฏิบัติวิชาชีพของสถาปนิกของประเทศไทยโดยรวมไม่สามารถทัดเทียมระดับนานาชาติแล้ว ยังพลอยทำให้วิชาการก่อสร้างของประเทศล้าหลังนานาชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านบุคลากร บริษัทก่อสร้างของเราออกไปรับงานต่างประเทศแล้วสู้เขาไม่ได้เลย ช่างก่อสร้างของเราไปถึงระดับนานาชาติได้เพียง "แรงงานฝีมือ" ผมเคยไปช่วยสอนที่อุเทนถวายอยู่หลายปีในช่วงทีเริ่ม "อัพเกรด" มาเป็นปริญญาสถาปัตยกรรมที่เน้นการออกแบบเขียนแบบ แอ๊ด คาราบาวก็เรียนในชั้นวิชาที่ผมสอน มีศิษย์ผมหลายคนไปทำงานก่อสร้างในต่างประเทศ เขาเล่าให้ฟังเองว่าเป็นได้อย่างเก่งเพียง "Inspector" จะก้าวถึงขั้น "Supervisor" ก็ยังยากเพราะมีความรู้ทางนวกรรมศาสตร์น้อย ต้องเขียนรายงานและทำเอกสารก็ไม่เป็น ทั้งยังต้องจัดการงาน (วิชาการจัดการ) ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย รู้เรื่องการใช้เครื่องจักรกล รู้กฎหมายแรงงาน ฯลฯ

            เหตุที่ผมถึงบางอ้อว่าเหตุใดจึงเป็นดังนี้ได้นั้น ก็เนื่องจากมีเหตุต้องเข้ามาพัวพันกับการพัฒนาวิชาชีพสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว จึงเกิดความสงสัยว่าองค์กรควบคุมวีชาชีพสถาปัตยกรรมในประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกันอย่างไร ได้เห็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างหลักสูตรและการสอนต่างกันหรือไม่อย่างไร พบว่าในด้านการก่อสร้างมีมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดสอนสาขาการก่อสร้างหรือสาขานวกรรมระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกที่ได้รับการรับรองเป็นทางการมากกว่า 50 มหาวิทยาลัย ที่เหลืออีกราวๆ 30 มหาวิทยาลัยอยู่ในกระบวนการตรวจเข้มเพื่อประกันคุณภาพ ในสิงคโปร์เปิดสอนวิชานี้ในมหาวิทยาลัยมานานหลายสิบปีแล้ว

            ส่วนหนึ่งในข้อเสนอ ผมได้แนะให้สถาสถาปนิก "ปลดปล่อย" ภาคีสถาปนิกประเภท ค. เสียแล้วช่วยยกระดับตั้งไข่สถาปนา "วิชาชีพนวกรรม" ให้มีน้ำหนักเท่าเทียมกับสถาปนิกและวิศวกรทั้งด้านระดับการศึกษาและการปฏิบัติวิชาชีพเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยรวม และยังเป็นการช่วยให้สถาปนิกวิศวกรมีผลงานก่อสร้างจริงดีขึ้นเพราะการก่อสร้างออกมาดี โดยเพิ่มสาขานวกรรมในกฎกระทรวงขึ้นอีก 1 สาขา ให้มีหลักสูตรการศึกษาเป็นตัวของตัวเองโดยแท้จริง โอนผู้ถือใบอนุญาตระดับภาคีประเภท ค. เดิมเข้าไว้ในสาขานี้อย่างเต็มภาคภูมิ จัดหลักสูตรอบรมยกระดับวิชานวกรรมศาสตร์ให้แก่คนเหล่านี้ สนับสนุนและเสนอแนะให้มหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันที่ผลิตสถาปนิกประเภทนี้อยู่เดิมให้ปรับเป็นหลักสูตรใหม่ตามหลักสูตรสากล เมื่อเข้มแข็งดีแล้วจึงสนับสนันให้มี "กฎหมายวิชาชีพนวกรรม" หรือ "พ.ร.บ. นวกรรมมิก"  มี "สภานวกรรมมิก" แยกออกไปดูแลกันเองดังที่สภาสถาปนิกและสภาวิศวกรเป็นอยู่ ส่วนสถาบันใหนติดใจจะให้เป็นหลักสูตรสถาปัตยกรรมอยู่ก็ขอให้เป็นจริงๆ และมีคุณภาพจริงๆ

            ผมเสียดายมากที่โอกาสดีๆ นี้หลุดลอยไปโดยใช่เหตุจึงอยากขอเล่าเพิ่มไว้ ณ ที่นี้ คือเมื่อผมเป็นคณบดีปีแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 นั้น จุฬาฯ ต้องการที่ดินที่อุเทนถวายยืมคืนมาเพื่อขยายกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เห็นเป็นโอกาสดีที่ทบวงมหาวิทยาลัยจะปรับอุเทนถวายขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจึงทำการเจรจา โดยเสนอขอรับโอนวิทยาลัยเทนถวายมาเป็นสำนักวิชาใหม่ (เทียบเท่าคณะฯ) สาขาการก่อสร้างหรือนวกรรมศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในขั้นต้นได้แล้ว ผมในฐานะคณบดีที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานี้จึงต้องรับหน้าที่ร่างหลักสูตรเบื้องต้น ได้ศึกษาตัวอย่างหลายประเทศดังกล่าวแล้ว โดยจะรับนิสิตใหม่ในปีการศึกษา 2540 หรือ 2541 รับโอนอาจารย์ที่สอนด้านการก่อสร้างมาทั้งหมด นักศึกษาเดิมที่ยังไม่จบให้เรียนต่อไปจนจบและมีช่องให้ต่อหลักสูตรเสริมพิเศษสำหรับคนที่เรียนดีและมีความประสงค์เพื่อรับปริญญาใหม่ ขั้นแรกจะใช้สถานที่เดิมไปก่อนแล้วจึงค่อยๆ ขยับโซนเกาะกลุ่มสาขากันในภายหลัง

            ทุกคนเห็นดีด้วยทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวด้วยเหตุผลที่ขอสงวนไม่กล่าวถึง ผมเองไม่ได้เสียดายเท่าใดที่จุฬาฯ ไม่ได้ที่ดินคืน แต่เสียดายโอกาสการสถาปนาวิชาสาขานวกรรมศาสตร์ให้ทัดเทียมนานาชาติ ผมเสนอชื่อว่า "สำนักวิชานวกรรมศาสตร์อุเทนถวาย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เพื่อความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ของสถาบัน (อุเทนถวาย) อันทรงเกียรติมาแต่เดิมแห่งนี้ ซึ่งมีกำเนิดขึ้นไล่เลี่ยกันกับการสถาปนาการศึกษาสถาปัตยกรรม ย้ายมาจากที่เดียวกันมาอยู่ใกล้กันเพื่อเตรียมจะรวมอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของบรรพชน น่าเสียดายจริงๆ Egocentrism และ Sociocentrism เป็นเหตุขั้นมูลฐานโดย
แท้

            ผม
ฟุ้งซ่านพูดเรื่องวิชาชีพนวกรรมมามากและนานแต่ก็ไม่มีใครฟังความเพี้ยนของผมเท่าไร แถมความพยายามครั้งที่สองในสมัยท่านอธิการบดี ศ. ดร. สุชาดา กีรนันท์ล้มเหลวก็อีกครั้งด้วยเหตุผลเดิมๆ ผมจึงรู้สึกเสียดายแกมหงุดหงิดมากไม่ทราบว่าจะไประบายที่ใดได้จึงขอแอบมาระบายเอาตรงนี้ ขออภัยด้วยครับ ...เสียดายจริงๆ

    
        บทความในไฟล์แนบท้ายนี้เป็นข้อมูลที่ผมเตรียมขึ้นในครั้งนั้นและได้ปัดฝุ่นนำเสนอสภาสถาปนิกในเวลาต่อมาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร หรือ
จะกล่าวให้ตรงความเป็นจริงก็คือว่า ...ได้ยินแต่ไม่ได้ฟังและไม่มีการตอบสนองเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็อาจเป็นได้ว่าสภาสถาปนิกเองจะพัฒนาตัวเองแข่งขันนานาชาติให้ได้ก็แทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ถ้านับเวลาการเริ่งเร่งพัฒนาวิชาชีพรับ "WTO" ขณะนี้ (2552) ก็ล้าหลังสิงคโปร์ 10 ปี มาเลเซีย 8 ปีเข้าไปแล้ว





เดชา บุญค้ำ


Copy Brightly 2009 (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ พุทธศักราช 2552 - เชิญเผยแพร่ต่อได้เต็มที่ แต่สำหรับงานที่ผู้อื่นเขียน: โปรดแจ้งชื่อผู้เขียนหรือเจ้าของด้วย)