การอยู่รอดด้วยความผาสุข สงบสุขและสันติของชาติใดก็ตาม จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการ มีพลเมืองเป็นคนดีที่มีจิตสำนึกตกอยู่ใต้อำนาจแห่งเหตุผล ทุกคนคงเห็นด้วยในสัจธรรมข้อนี้ แต่การที่จะทำให้คนเป็นคนดีและมีเหตุผลนั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากเราให้ความสำคัญ เราคงคุ้นเคยกับวิธีการสอนให้พลเมืองไทยเป็นคนดีมีเหตุผลของโรงเรียนชั้นประถมถึงมัธยม แต่เมื่อเรียนถึงขั้นอุดมศึกษาก็ไม่มีอีก หลังจบการศึกษาทำงานการกันแล้วยิ่งดูว่าไม่มีเอาเสียเลย มีแต่ข่าวและบันเทิงที่สอนหรือ "ครอบ" เราทางอ้อมให้มีทัศนคติและมุมมองไปในทางตรงกันข้ามไปเสีย วิธีการสอนคนให้เป็นเป็นคนดีมีเหตุผลฝังรากลึกจนกลายเป็น "ลักษณะสืบสันดาน" (Trait) นั้นต้องสอนกันตั้งแต่เป็นเด็กเล็กต่อเนื่องไปจนเป็นผู้ใหญ่ทั้งในและนอกโรงเรียน และวิธีการสอนนั้นต้องแนบเนียน สอนด้วยการทำตัวอย่างให้ดู การสอนเด็กๆ ของเรานั้น เท่าที่สังเกตเป็นการสอนตามหลักศาสนาบ้าง โดยให้สวดมนต์ สอนศีลธรรมท่องคำขวัญต่างๆ ที่มักออกมาแปลกๆ ใหม่ๆ ในวันเด็กบ้าง ซึ่งในทัศนคติและการรับรู้ของเด็กอาจรับไม่ได้เต็มที่เพราะคิดว่าท่องเอาไว้สอบ หลายปีก่อนผมพบเว็บไซต์ขององค์การกุศลที่น่าสนใจแห่งหนึ่งคือ The Center for Youth Ethics ของ Josephson Institute นัยว่าได้ทำการวิจัยการสอนให้เป็นคนดีเชิงพฤติกรรม โดยปรับวิธีให้เป็นสากล ปลอดจากคำสอนเฉพาะของศาสนาใดๆ เพื่อให้ใช้ได้ทั่วโลก ผมสอนวิชาการปฏิบัติวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมชั้นปีที่ 5 มาหลายสิบปี มีหน่วยวิชาหนึ่งว่าด้วย "ทักษะมนุษย์" เกี่ยวกับการเป็นคนดี รู้สึกชอบใจจึงนำมาแปลงและดัดแปลงสอนและแจกในชั้นเป็นแผ่นปลิวแผ่นเดียวว่าด้วย ฐาน 6 แห่งการเป็นคนดี เกือบทุกคนอ่านแล้วจะผงกหัวเห็นด้วยไม่มากก็น้อยเพราะเห็นชัดดีและมองลงไปถึงการปฏิบัติได้ เสียดายถ้ามีการสอนให้เรียนรู้และปฏิบัติเชิงชีวิตประจำวันอย่างง่ายและสากลมาแต่ชั้นประถมมัธยมน่าจะได้ผลกว่าการสอนเพียงชั่วครู่ในระดับมหาวิทยาลัย โปสต์เตอร์ สคส. สงกรานต์ 2552 ดาวน์โหลด: แผ่นปลิว ฐาน 6 แห่งการเป็นคนดี แบบตั้ง (pdf) และ แบบเวิร์ดเพิ่ม แหล่งทรัพยากรความรู้อื่นที่น่าสนใจ
เดชา บุญค้ำ Copy Bright 2009 (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ พุทธศักราช 2552 - เชิญเผยแพร่ต่อได้เต็มที่ แต่สำหรับงานที่ผู้อื่นเขียน: โปรดแจ้งชื่อผู้เขียนหรือเจ้าของด้วย) |